(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต)
…
ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร
ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย ในกรณีของเฟสบุ๊ค เมื่อเราเป็นเพื่อนกับใคร ข้อมูลข่าวสารที่เขานำเสนอก็จะมาปรากฏในหน้าแรกของเว็บของเราเมื่อเราล็อกอินเข้าไป ในทำนองเดียวกันข้อมูลข่าวสารของเราก็จะไปปรากฏในหน้าแรกของเขาเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในกรณีของทวิตเตอร์มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ทวิตเตอร์มีลักษณะเหมือนกับเว็บ “บล๊อก” (blog) คือเว็บที่เราสามารถโพสบันทึกข้อความเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อเราโพสข้อความไป คนที่ “ตาม” งานของเราก็จะเห็นโพสของเราในหน้าแรกของเขา แต่หากเราไม่ได้ “ตาม” งานของเขาเราก็จะไม่เห็นโพสของเขาในหน้าของเรา ไม่เหมือนกับเฟสบุ๊คที่เพื่อนกันจะ “ตาม” งานของกันและกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะต่างกันในรายละเอียดอย่างไร สองเว็บนี้ก็แสดงลักษณะของเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างชัดเจน
ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ที่แตกต่างจากเว็บรุ่นก่อนๆที่ไม่มีลักษณะเป็นเครือข่ายทางสังคม ก็คือว่า ในเว็บเครือข่ายทางสังคมนั้น ความเป็น “ตัวตน” ของเราจะปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ราวกับว่าตัวเราเองเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์นั้นพร้อมๆกับตัวตนของเพื่อนๆของเรา การติดต่อสื่อสารกันก็เป็นไปอย่างหลากหลาย มีทั้งการโพสข้อความ การลิงค์วิดิโอ ลิงค์เพลง และข้อมูลอื่นๆ ส่วนเว็บรุ่นก่อนที่มีการติดต่อสื่อสารเช่นเดียวกัน ไม่มีช่องทางหลากหลายเท่านี้ เว็บรุ่นก่อนที่เรารู้จักกันดีก็เช่นเว็บพันธ์ทิพย์ (www.pantip.com) ซึ่งเป็นเว็บสนทนาอภิปราย (web discussion forum) แต่ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างเว็บสองประเภทนี้ก็คือว่า ตัวตนของเราไม่ได้ปรากฏชัดเจนมากในพันธ์ทิพย์เท่ากับในเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ อันที่จริงในเว็บอย่างพันธ์ทิพย์ ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เรียกว่า “โพรไฟล์” เข้าไปได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อมูลนิ่งๆเหมือนกับเป็นข้อมูลสาธารณะที่เราหาได้ทางสมุดโทรศัพท์หรืออื่นๆแบบเดียวกัน แต่ในเฟสบุ๊คนั้น ความเป็นตัวตนปรากฏอย่างชัดเจนเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากข้อมูลต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นข้อมูลทั้งหมดของเว็บนั้นเอง ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คก็คือ มีช่องทางให้โพสข้อความที่ผู้ใช้บอกเพื่อนๆของเขาได้ว่า ตอนนี้คิดอะไรอยู่ หรือทำอะไรอยู่ เฟสบุ๊คเรียกช่องทางนี้ว่า “สถานะปัจจุบัน” หรือ status update ทันทีที่เราบอกไปใน status update ว่าเราคิดอะไรอยู่ หรือกำลังทำอะไรอยู่ ข้อความนั้นจะไปปรากฏในหน้าแรกของเฟสบุ๊คของเพื่อนๆเราทันที ในทวิตเตอร์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราโพสอะไรลงไป (ลักษณะพิเศษของทวิตเตอร์คือเป็นบล๊อกขนาดเล็ก (microblog) คือผู้ใช้สามารถโพสข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษรเท่านั้น) ทุกคนที่ตามงานของเราก็ได้เห็นสิ่งที่เราโพสนั้น ซึ่งลักษณะนี้ต่างจากบล๊อกทั่วๆไปที่ไม่มีหน้าแรกที่ผู้ใช้จะเห็นงานของคนอื่นๆที่โพสมาในบล๊อกนั้นๆได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญที่ทำให้เว็บเครือข่ายทางสังคมมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอันมาก
ลักษณะเช่นนี้ของเว็บเครือข่ายทางสังคมทำให้เกิดปัญหาขึ้นว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นั้นเหมือนหรือต่างจากตัวตนปกติของเราอย่างไร ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนที่มีอยู่ในปรัชญาก็คือว่า ตัวตนคืออะไร มีหลักเกณฑ์อะไรที่กำหนดว่าตัวตนของบุคคลคนหนึ่งเป็นตัวตนเดียวกันในช่วงเวลาที่ผ่านไป ปัญหานี้มีมาในปรัชญามานานมากแล้ว เพราะตัวตนเป็นอะไรที่อยู่ติดกับตัวเรามาตลอด อันที่จริงเมื่อเราพูดถึง “ตัวเรา” ก็คือตัวตนของเรานั่นเอง เวลาเราคิดถึงตัวเราเอง เช่นเมื่อเราเรียกตัวเราว่า “ตัวฉัน” หรืออ้างถึงตัวเราในประโยคต่างๆ เช่นบอกว่า “ฉันหิวข้าว” คำว่า “ฉัน” ในประโยคนี้ระบุถึงอะไรกันแน่ คนที่เคยเรียนปรัชญามาอาจจะนึกถึงคำกล่าวอันมีชื่อเสียงของเรอเน เดส์การ์ตส์ที่ว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) ที่วางตำแหน่งของตัวตนไว้ในฐานะที่สำคัญมากๆในปรัชญา คือเป็นต้นตอของการรับรู้ว่ามีความรู้ที่มั่นคงแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เราคงไม่มีเวลาอภิปรายเกี่ยวกับปรัชญาของเดส์การ์ตส์ในที่นี้ ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนอีกประการหนึ่งก็คือ เราจะเข้าใจการที่ตัวตนหนึ่งๆเป็นตัวตนเดียวกันในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร ปัญหานี้ฟังดูง่ายๆแต่เอาเข้าจริงๆแล้วยากมากๆ นักปรัชญาเองก็มีทรรศนะที่หลากหลายมากๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้อยคำของปัญหานี้ทำให้ฟังดูเหมือนกับว่า ตัวตนสามารถเป็นตัวตนเดียวกันได้ในเวลาที่ผ่านไป ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเข้าใจการเป็นตัวตนเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า “เอกลักษณ์” (identity) ของตัวตนได้อย่างไร แต่ก็มีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่า เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวตนมีเอกลักษณ์ในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร บางคนบอกว่าความทรงจำของเราเองนั่นแหละที่เป็นตัวกำหนดเอกลักษณ์ นักปรัชญาบางคนบอกไม่ใช่แต่เป็นร่างกายของเราต่างหาก บางคนบอกว่าเป็นบุคลิกภาพของเรา คำตอบมีหลากหลายมาก ใครที่สนใจก็ขอให้หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านได้จากบรรณุกรมท้ายบทความนี้
นอกจากนี้ เมื่อตัวตนของเราเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงอยู่และก็ยังมีปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย เช่นตัวตนในโลกออนไลน์เหมือนหรือแตกต่างจากตัวตนในโลกออฟไลน์อย่างไร เมื่อผมสร้างโพรไฟล์ขึ้นมา หรือเรียกอีกอย่างว่า “อวตาร” ในโลกออนไลน์ ผมเองกับอวตารของผมถือเป็นคนๆเดียวกันหรือไม่ เราจะเข้าใจการเป็นหนึ่งเดียวกันของอวตารได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อปรากฏว่ามีหลายคนที่สร้างโพรไฟล์หรืออวตารของตัวเองขึ้นมาหลายตัว (การใช้คำว่า “อวตาร” ก็เหมาะมาก เพราะทำให้เรานึกถึงอวตารต่างๆของพระนารายณ์ ที่ลงมายังโลกในรูปต่างๆกัน เช่นเป็นหนู เป็นปลา เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์ หรือเป็นพระราม เป็นต้น ปัญหาทางปรัชญาก็คือว่า พระรามกับพระนารายณ์เป็น บุคคล คนเดียวกันหรือไม่ (ถามว่าเป็น เทพ องค์เดียวกันไม่ถูกต้อง เพราะพระรามเป็นคนธรรมดาไม่ใช่เทพ แม้ว่าจะเป็นอวตารของเทพก็ตาม) หรือปลาที่เป็นอวตารกับหนูที่เป็นอวตารถือว่ามี “เอกลักษณ์” เดียวกันหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ) สิ่งหนึ่งที่เว็บเครือข่ายทางสังคมให้แก่เรา คือเราสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ได้ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกับตัวตนปกติของเราก็ได้ หลายๆคนก็ทำอย่างนี้ เช่นบางคนเอารูปสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาโพสเป็นหน้าโพรไฟล์หลักของตัวเอง และอีกหลายคนก็ตั้งชื่อใหม่ๆต่างๆนานาเพื่อเป็นตัวแทนของตัวเอง เช่นศิษย์เก่าคนหนึ่งของผมใช้ชื่อว่า “Burn Out” ในเฟสบุ๊ค โปรแกรมก็จะเข้าใจว่าเขาชื่อต้นว่า Burn นามสกุล Out หรือบางคนตั้งชื่อว่า “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” เป็นต้น การใช้ชื่อตั้งเองเช่นนี้อาจไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าตัวตนของเราจริงๆเป็นคนอื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องเป็นเรื่องของการตั้งใจจะให้โพรไฟล์ของเราเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เช่นอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มีโพรไฟล์อยู่บนเฟสบุ๊คมากมาย แต่หลายโพรไฟล์นั้นก็เป็นของคนอื่นตั้งขึ้นมาเพื่อปลอมตัวเป็นทักษิณ โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่การตั้งชื่อว่า “Burn Out” หรือ “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอย่างนั้น เพราะแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครมีชื่อแบบนี้จริงๆ แต่น่าจะเป็นการที่ผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของโพรไฟล์นั้นไม่อยากจะเปิดเผยตัวเองออกมา แต่อยากจะติดต่อกับคนอื่นๆบนเฟสบุ๊คผ่าน “ตัวแทน” ของเขามากกว่า
การทำเช่นนี้มีข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นมากเฉพาะผู้ใช้เฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ในประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่ค่อยปรากฏว่ามีการใช้แบบนี้ในประเทศอื่นๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยคุ้นเคยกับระบบของเว็บสนทนาอภิปรายแบบพันธ์ทิพย์ดอทคอม ซึ่งไม่ค่อยมีใครใช้ชื่อจริงในการโพสเป็นปกติอยู่แล้ว (ถึงแม้ว่าจะสาวกลับไปถึงตัวจริงได้ก็ตาม) เมื่อมาใช้เฟสบุ๊คก็เลยพาเอาความเคยชินนี้ติดมาด้วย นอกจากนี้ก็อาจมีเหตุผลเกี่ยวกับว่าประเทศไทยยังขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นจากตัวบุคคลของผู้ใช้เอง ผู้ใช้หลายคนก็รู้สึกว่าไม่อยากเปิดเผยตัวเองขนาดนั้น เลยคิดว่าน่าจะตั้งโพรไฟล์บุคคลสมมติขึ้นมาเป็นตัวแทนในการแสดงหรือเปิดเผยตัวเอง ซึ่งการตั้งโพรไฟล์เช่นนี้ก็ยังเป็นที่รู้กันอยู่ดีในกลุ่มเพื่อนใกล้ชิดของผู้ใช้นั้นเองว่า ตัวจริงเบื้องหลังชื่อแปลกๆชื่อนั้นชื่อนี้เป็นของใคร ตัวอย่างก็คือ Burn Out เป็นศิษย์เก่าที่เคยเรียนกับผม และผมก็รู้จักตัวจริง ชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาเป็นอย่างดี เขาก็ไม่คิดจะปิดบังเรื่องนี้จากผมหรือคนอื่นๆในกลุ่มเพื่อนของเขาที่รู้จักอยู่แล้วว่าเขาคือใคร สังเกตได้จากการคอมเมนท์โพสต่างๆของ Burn Out ที่บางทีผู้โพสก็อ้างถึงชื่อจริง (หรือชื่อเล่นจริง) ของ Burn Out ซึ่ง Burn Out เองก็ไม่ติดใจจะปิดบังแต่ประการใด
ปัญหาก็คือว่า Burn Out ที่โพสข้อความหรือภาพต่างๆเมื่อปีที่แล้วกับ Burn Out ที่ปรากฏตัวอยู่บนเฟสบุ๊คในขณะนี้เป็นตัวเดียวกันได้อย่างไร? คำตอบที่ง่ายที่สุดเห็นจะได้แก่ ก็เขาใช้ชื่อเดียวกัน แต่เราก็รู้กันว่าคนเราเปลี่ยนชื่อกันได้ นอกจากนั้นก็เป็นไปได้เสมอที่คนหลายคนใช้ชื่อซ้ำกัน ดังนั้นชื่อจึงไม่ใช่คำตอบแน่นอน อีกคำตอบหนึ่งอาจจะได้แก่ Burn Out เมื่อปีที่แล้วชอบโพสเรื่องเกี่ยวกับหนัง ปีนี้ก็ยังชอบโพสแบบเดียวกัน คำตอบนี้ก็น่าสงสัยอีกเช่นกัน เพราะสมาชิกเฟสบุ๊คที่ชอบเรื่องภาพยนตร์มีมากมาย แล้วจะกำหนดลงไปอย่างไรว่าเป็น Burn Out คนเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะเจาะจงประเภทของหนังลงไป เช่นหนังผี ก็ยังหนีไม่พ้นข้อสงสัยนี้อยู่ดีเพราะไม่เพียงแต่ Burn Out คนเดียวที่ชอบโพสเรื่องหนังผีบนเฟสบุ๊ค ดังนั้นการโพสหนังผีจึงย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้เราระบุไปได้ว่า Burn Out ในอดีตกับ Burn Out ในปัจจุบันเป็นคนๆเดียวกัน บางคนอาจจะให้ดูไปที่ email address ของ Burn Out ถ้ายังเป็น address เดียวกันก็ย่อมเป็นคนเดียวกัน การอ้างถึง email address มีโอกาสสูงที่จะระบุถึงคนๆเดียวกัน แต่เราก็อาจจะนึกถึงสถานการณ์ที่ในเวลาหนึ่ง บุคคลคนหนึ่งใช้อีเมล์นี้ แต่ต่อมาเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ใช้อีเมล์เดียวกันนี้ การทำเช่นนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็นิยมตั้งอีเมล์ของตัวเองแปลกๆที่ไม่ได้เหมือนกับชื่อจริงของตัวเองอยู่แล้ว การอ้างอีเมล์ก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จในการระบุตัวตนแต่ประการใด บางคนอาจคิดว่าให้ดูเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งก็ไปกันใหญ่เพราะเฟสบุ๊คเป็นเว็บจากสหรัฐฯ เขาไม่สนใจจะเก็บบันทึกเลขประจำตัวประชาชนของคนไทยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นหากเฟสบุ๊คคิดจะเก็บ ก็จะต้องโดนประท้วงขนานใหญ่จากชุมชนทั่วโลกแน่นอน เพราะเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างชัดแจ้ง (ผิดกับเว็บเมืองไทย หรือกฎหมายใหม่ๆอันล้าหลังของเมืองไทยเช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) สรุปก็คือเลขประจำตัวประชาชนใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีการปฏิบัติแปลกๆเช่นใช้โปรแกรมสร้างเลขประจำตัวปลอมขึ้นมา หรือไปเอาเลขของใครก็ไม่รู้มาใช้ในการสมัครเข้าใช้เว็บ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องอภิปรายกันต่อไปในรายละเอียด
เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางที่เหลืออยู่ก็คงจะต้องเป็นการอ้างกลับไปที่บุคคลของผู้ใช้ในโลกออฟไลน์เอง โดยที่หากบุคคลในโลกจริงหรือออฟไลน์เป็นบุคคลคนเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ตัวตนในโลกออนไลน์ของบุคคลคนนี้เมื่อปีที่แล้วกับเมื่อปัจจุบันนี้ก็ควรจะเป็นบุคคลคนเดียวกันด้วย การแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นการโยนภาระการพิสูจน์ไปให้แก่ตัวตนในโลกออฟไลน์ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีปัญหาไม่แพ้กัน กล่าวคือเรารู้ได้อย่างไรว่าบุคคลที่มีชื่อว่า “โสรัจจ์” เมื่อปีที่แล้ว กับในปัจจุบันที่กำลังพิมพ์บทความนี้อยู่เป็นบุคคลคนเดียวกัน ผมอาจจะตอบว่าผมจำได้ว่าตัวผมเมื่อปีที่แล้ว กับในเวลานี้เป็นคนๆเดียวกัน แต่การใช้ความจำเป็นหลักเกณฑ์นี้ประสบกับปัญหาคือว่า การที่ผมจะแน่ใจได้ว่าสิ่งที่ผมจำได้เป็นบุคคลคนเดียวกับผมในตอนนี้ ผมจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับบุคคลเมื่อปีที่แล้วเสียก่อน ซึ่งการเป็นคนๆเดียวกันนี้เป็นฐานให้แก่การที่ความจำของผมจะเป็นอะไรที่ผมไว้วางใจได้ หากไม่มีฐานที่ว่านี้ความจำของผมก็จะเชื่ออะไรไม่ได้ เพราะปรากฏบ่อยๆว่าเราคิดว่าเราจำอะไรได้ แต่จริงๆแล้วเป็นเพียงความคิดไปเฉยๆที่ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออฟไลน์นั้น ต้องเป็นปัญหาแยกออกไปเพราะนักปรัชญาปลุกปล้ำกับปัญหานี้มาเป็นร้อยๆปีแล้ว แต่เรื่องเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งก็เป็นจุดสนใจของบทความนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไร? การที่เราไม่สามารถใช้ความทรงจำเป็นที่มาของเอกลักษณ์ได้ย่อมหมายความว่ากลไกใดๆก็ตามที่เป็นเรื่องของภายในจิตใจหรือภายในการรับรู้ของบุคคล ไม่น่าจะเป็นหลักตัดสินเอกลักษณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไร เช่นความจำ ความคิด ความฝัน ความรู้สึก ฯลฯ ที่เป็นเรื่องของการคิดการรู้สึกภายในใจของบุคคลคนหนึ่ง ย่อมต้องมีฐานรองรับที่อยู่นอกเหนือความคิดนั้นๆอยู่เสมอจึงจะทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่าความคิดต่างๆเหล่านั้นเป็นความจริง เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้หากเราถามว่าเราจะแยกแยะระหว่างความฝันกับความเป็นจริงได้อย่างไร วิธีแยกตามสามัญสำนึกก็คือว่าความฝันไม่มีความเป็นจริงรองรับ ส่วนการรับรู้ความเป็นจริงนั้นมี เช่นหากเราฝันไปว่าเรากำลังบิน ย่อมไม่มีอะไรรองรับ ไม่เหมือนกับการรับรู้ของผมในขณะนี้ที่รู้ตัวอยู่ว่ากำลังพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ อากาศค่อนข้างร้อน ฯลฯ นักปรัชญาอย่างเดส์การ์ตส์พยายามจะให้เราละทิ้งสามัญสำนึกนี้ ซึ่งผมเห็นว่าไปผิดทางเป็นอย่างยิ่ง (การพูดเรื่องนี้อย่างละเอียดคงต้องยกไปพูดที่อื่น) ดังนั้นหากเราจะหาที่มาหรือฐานรองรับเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์จริงๆ เราก็ต้องหาที่ความเป็นจริงภายนอก ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็ตรงกับการประพฤติปฏิบัติของเราตามธรรมดาอยู่แล้ว เช่นเราอยากรู้ว่า Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว กับ Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆในเดือนกุมภาปีนี้ เป็นตัวตนในโลกออนไลน์ตัวเดียวกันหรือไม่ คำตอบต้องหาจากว่า Burn Out ทั้งสองตัว (ในสองเวลา) มีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆอย่างไร ซึ่งหากคนอื่นๆที่เขาติดต่อด้วยเป็นคนเดิมเป็นส่วนใหญ่ ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นคนๆเดียวกัน แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเช่นนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเรารู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนๆของ Burn Out ในสองช่วงเวลาเป็นคนๆเดียวกันจริงๆ แต่หากเราถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆเราก็จะไม่สามารถหาคำตอบได้เลย ซึ่งก็จะเป็นเหมือนกับปัญหาปรัชญาอื่นๆที่เหมือนกับพายเรือในอ่าง นอกจากนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์อื่นๆที่ Burn Out มี การโพสเรื่องแบบเดียวกันในสองช่วงเวลาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจเพิ่มมากขึ้นได้ว่า เขาเป็นคนๆเดียวกัน แม้ว่าการโพสเรื่องแบบเดียวกันจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็ไปประกอบกับปัจจัยอื่นๆทำให้เรามั่นใจมากขึ้นได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันจริงๆ
*
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น ยังมีปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับตัวตนมากมายที่ยังไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ เช่น การประกอบสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ทำอย่างไร? มีวิธีการอย่างไร? เราจะมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่า ตัวตนในโลกออนไลน์เป็น “ตัวแทน” ที่ถูกต้องของตัวตนในโลกออฟไลน์? จริงๆแล้วตัวไหน จริง กว่ากัน ระหว่างตัวตนออนไลน์กับออฟไลน์? ปัญหาเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ต้องอาศัยการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ของตัวตนและบุคคลตามที่ผมได้เริ่มกล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นว่าปัญหาปรัชญานั้นจะไปโผล่ตามที่ต่างๆได้เสมอ บางคนอาจเคยคิดว่าปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นนามธรรม และคิดวนอยู่แต่เรื่องเดียวเป็นพันๆปี แต่เราคงเห็นแล้วว่า แม้ในปรากฏการณ์ที่ใหม่มากๆ เช่นเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ ก็ปรากฏปัญหาปรัชญาอันน่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เราต้องมาช่วยกันคิด อภิปรายเพื่อหาคำตอบที่เราพอใจกันทั้งสิ้น
โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอบคุณมาก
ขอบคุณบทความครับ
อ. ครับ สงสัยว่า ผมกินเหล้าสูบบุหรี่ ในโลกออนไลน์ ไม่มีเหล้าให้กิน อันนี้ตกลง ที่เรากินเหล้า นี่มันจริงหรือไม่จริงหว่า แล้วมาอยู่บนโลกออนไลน์ มันใช่ผมจริงหรือเปล่า? เราพอเริ่มหาความรู้จาก การหาตัวตนที่แท้จริงของเรา แล้วเราจะนับจุดตัวจริงๆของ เราในโลกจริงๆหรือในโลกออนไลน์ก่อน เพื่อมาเปลี่ยนเทียบว่า อันไหนจริงไม่จริงก่อน
2 สมมุติว่าตัวตนของเราคือความคิดรู้ แบบเดการ์ต เราจำเป็นต้องสื่อสาร ทุกความคิดรู้ นี้หรือไม่ (เพราะอินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือการสื่อสารชนิดนึงแล้วในโลกความเป็นจริงเราจำเป็นต้องสื่อสารทุกความคิดรู้ด้วยหรือไม่) แล้วมันเป็นส่วนนึงของตัวตนที่เราจะเลือกแสดงหรือไม่แสดงความนึกรู้นี้ด้วยหรือไม่?
3 แล้วทำไมต้องเราจะมั่นใจได้ว่า ตัวตนในโลกออนไลน์เป็น “ตัวแทน” ที่ถูกต้องของตัวตนในโลกออฟไลน์? ในเมื่อ มันมีขีดจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น เราไม่สารมารถสืบพันธุ์ตัวเราผ่านอินเตอร์เนตได้ (พอดีคิดตัวอย่างเปรียบเทียบที่สุภาพกว่านี้ไม่ออกครับ)
พอดีเพิ่งเห็นคอมเมนต์อะครับ ก็จริงครับ คือตัวตนออนไลน์ทำอะไรไม่ได้หลายอย่างแบบที่ตัวตนในโลกจริงทำได้ แต่ตัวตนโลกจริงก็ทำอะไรหลายอย่างที่ตัวตนออนไลน์ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน เช่นอยู่หลายที่ในเวลาเดียวกัน แบบเวลาล็อกอินพร้อมกันหลายเครื่อง แต่อย่่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นคงต้องเป็นตัวเราในโลกจริงก่อน เพราะเราเกิดมามีเลือดเนื้อ ฯลฯ แล้วเวลาจะทำอะไรก็ต้องให้ตัวตนในโลกจริงเป็นคนทำ เหมือนกับว่าตัวตนออนไลน์เป็น “ภาพ” ที่เราฉายออกมาน่ะครับ