วันภาษาไทยแห่งชาติ

เกือบลืมไปว่าวันนี้เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องจากบล๊อกเป็นบล๊อกเกี่ยวกับภาษาจึงต้องพูดถึงเรื่องนี้บ้างในวันนี้

เราคงเห็นกันแล้วว่าบล๊อกนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความหมายของภาษา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับโลกเป็นหลัก ส่วนการรณรงค์ในวันภาษาไทยแห่งชาตินั้น ส่วนมากมักจะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาเอาไว้ หรือรักษาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาษาเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง เหตุผลก็มักจะเกี่ยวข้องการมีจิตสำนึกเกี่ยวกับ “อัตลักษณ์” หรือ identity ในภาษาอังกฤษ นั่นคือเราควรเก็บรักษาภาษาของเราไว้ เพราะภาษาของเราเป็นส่วนสำคัญของความเป็นตัวเรา

เรื่องเหล่านี้มีอะไรให้เราที่เรียนปรัชญาคิดต่อได้มากมาย เรื่องแรกคือเรื่องของภาษา เหตุใดภาษาจึงไปผูกพันอยู่กับอัตลักษณ์? การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษาทำให้เราเห็นว่า ปรัชญาภาษาไม่ค่อยมีอะไรเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม ไม่ว่าภาษาจะเขียนอย่างไร สะกดอย่างไร ฯลฯ หากเป็นข้อความที่มีความหมายชัดเจนแล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องที่ปรัชญาภาษาศึกษาอยู่ได้ทั้งสิ้น ประโยค “หิมะมีสีขาว” จะเป็นจริงเมื่อและต่อเมื่อหิมะมีสีขาว หากมีการสะกดผิดเช่นกลายเป็นประโยค “หิมิมีสีขาว” ก็ต้องมาดูว่า ประโยคนี้มีความหมายเหมือน “หิมะมีสีขาว” หรือไม่ ถ้าความหมายเหมือนกัน การสะกด “หิมะ” เป็น “หิมิ” ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย

Banchornพูดอย่างนี้บรรดาครูภาษาไทยอาจจะรู้สึกเดือดร้อน เพราะหากเราเปลี่ยนคำต่างๆได้ตามชอบใจ แล้วในที่สุด “เอกลักษณ์” หรือ “อัตลักษณ์” ของภาษาไทยจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมไม่ได้เถียงเรื่องประเด็นของครูภาษาไทย ประเด็นที่เรากำลังสนใจในฐานะที่เราเรียนปรัชญาก็คือว่า หากประโยคใดประโยคหนึ่งสื่อความหมายได้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว การที่ตัวอักษรในประโยคนั้นๆจะสะกดอย่างไรเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของข้อความ หากประโยค “หิมิมีสีขาว” เป็นจริงในทุกกรณีที่หิมะมีสีขาว และเป็นเท็จในทุกกรณีที่หิมะไม่มีสีขาว ก็ย่อมแสดงว่า “หิมิมีสีขาว” กับ “หิมะมีสีขาว” มีความหมายเหมือนกันทุกประการ

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราพูดกันตรงนี้ ดูจะไม่ใช่ประเด็นที่เขารณรงค์กันเวลามีการรณรงค์วันภาษาไทย ผู้รณรงค์คงไม่ได้กำลังเรียกร้องให้ข้อความมีความหมายที่เป็นจริงกับสถานการณ์ เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นเงื่อนไขจำเป็นของภาษา หากภาษาทำสิ่งนี้ไม่ได้ ก็ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่การเป็นภาษาได้ ดังนั้น สิ่งที่ครูภาษาไทย หรือผู้ที่รู้สึกว่าตนเองห่วงใยภาษาเขาห่วงกันก็คือว่า เขาคิดว่า ภาษาไทยนี้ “วิบัติ” ไปหมดแล้ว สมควรที่ต้องมีการรณรงค์เพื่อให้ภาษาไทยเป็นส่วนหนึ่งของที่เชื่อกันว่าเป็น “เอกลักษณ์แห่งชาติ”

ทีนี้เราก็มาถึงประเด็นในปรัชญาสังคม หัวใจของเรื่องก็คือ ต้องเป็นภาษาไทยในระดับไหนจึงจะถือว่าเป็นอะไรที่ควรแก่การเก็บรักษาเอาไว้ เราต้องไม่ลืมว่าภาษาเป็นเรื่องของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่จะเป็น “มนุษย์” มากเท่ากับภาษา ดังนั้นเนื่องจากมนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอด (เพราะคนเราแต่ละคนเปลี่ยนแปลงตลอด) ภาษาก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตลอดด้วยเช่นเดียวกัน หากเราไปดูภาษาไทยที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็จะพบว่าแตกต่างจากที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มาก (พอดีจำตัวอย่างไม่ได้) ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจว่าภาษาไทยในอนาคตก​็จะแตกต่างไปเช่นเดียวกัน ดังนั้นฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ภาษาไทยจึงต้องหาเหตุผลมาชี้แจงว่า ภาษาไทยแบบใดที่อยากให้เก็บเอาไว้ แล้วเก็บเอาไว้แล้วทำอย่างไรต่อ เพราะเป็นธรรมชาติของคนเราที่จะต้องเปลี่ยนแปลงภาษาให้เหมาะแก่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอด

ก็คงพอแค่นี้ก่อน ใครที่มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับภาษาไทยก็เชิญเขียน comments ลงในนี้ได้ ขอขอบคุณล่วงหน้า :-)

About these ads

14 thoughts on “วันภาษาไทยแห่งชาติ

  1. ประเด็นที่ว่า ถ้า “หิมิ” มีสื่อถึง “หิมะ” ได้ทุกประการ แล้วก็ถือว่ามีความหมายเหมือนกันนั้น ผมไม่เห็นด้วยนะครับ

    ถ้าเราถือว่าความหมายของสิ่งใดคือ สิ่งที่คนเรารับรู้ถึงสิ่งนั้น
    อะไรก็ตามที่ออกเสียงต่างกัน หรือเขียนต่างกัน ก็ไม่มีทางที่จะมีความหมายเดียวกันแล้ว(แม้ว่าอาจจะใกล้เคียงกันได้)

    เพราะว่า ความถี่ที่ต่างกันหรือรูปร่างที่ต่างกัน ให้ความรู้สึกกับมนุษย์ที่ต่างกันครับ
    ยังไม่รวมถึงประเด็นที่ว่า เมื่อมี 2 คำที่แทนสิ่งเดียวกัน บริบทการใช้ก็ย่อมไม่เท่ากัน ก็จะนำไปสู่ความหมายที่ต่างกันอีก

    (เช่น “ก้น” กับ “ตูด” แค่เสียงก็ให้ความรู้สึกต่างกันแล้ว แต่ความหมายก็ยิ่งต่างขึ้นอีกเพราะเรามัก ตูด เวลาพูดไม่สุภาพ)

    —-

    คำถามที่ว่า คำระดับไหนถึงควรอนุรักษ์

    ผมเชื่อว่า ภาษาที่ดี = ตั้งแต่ระดับหน่วยเสียง, ไวยากรณ์, คำ ควรจะมีความหลากหลาย(expressive/efficient) และก็ควรยังเรียนรู้ง่าย

    ฉะนั้นตราบที่คำมันไม่เยอะเกินไป ทุกคำที่คนใช้เยอะก็น่าอนุรักษ์ไว้หมดครับ

  2. ในความคิดของหนู
    หนูคิดว่านี่เป็นการสร้างวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยมมั้งคะ
    แล้วก็เป็นการอนุรักษ์สิ่งที่ดี(หรือเปล่า) ที่ตกลงกันแล้วว่าถูกต้อง เหมาะควร
    และเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วในสังคมไทย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยน
    หากยังไม่แน่ใจว่าจะดีกว่าเดิม เพราะถ้าจะเปลี่ยนหรือบัญญัติใหม่คงจะวุ่นวายเป็นแน่แท้ (เหมือนที่เป็นอยู่….มีศัพท์สร้างของวัยรุ่นมากมายไปหมด)

    คำว่า หิมะ แบบที่อาจารย์ยกตัวอย่างหนูคิดว่าคือคำที่เรากำหนดไว้แล้ว
    ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่หล่นลงมาจากท้องฟ้า มีลักษณะแข็ง ละเอียด และเป็นสีขาว ทุกคนในสังคมที่ใช้ภาษาไทย ย่อมเข้าใจว่าหมายถึงอะไรเมื่อพูดว่าหิมะมีสีขาว

    แต่เมื่อเราพูดว่าหิมิ โดยไม่มีประโยคต่อว่ามีสีขาว อาจจะเป็นได้ที่บางคนเข้าใจ
    แต่บางคนไม่สามารถเข้าใจได้ว่ากำลังพูดถึงอะไร เขารู้จักคุ้นเคยกับคำว่าหิมะ แต่เขาไม่เคยได้ยินคำว่าหิมิ แต่หากพูดว่า หิมิมีสีขาว แน่นอนว่าบางทีคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจได้ว่าเราต้องการจะสื่อถึงหิมะที่เขารู้จัก

    ในกรณีแบบนี้ หนูคิดว่าก็ต้องดูบริบทด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถเข้าใจได้
    เหมือนเราจะพูดถึงมะลิ แต่เราพูดว่ามิลิ หากไม่มีคำแวดล้อม หรือว่าเราไม่ได้พูดถึงมะลิอยู่ก่อน หรือไม่มีต้นมะลิอยู่ตรงนั้น ผู้ฟังก็ไม่อาจทราบได้ว่าเราต้องการสื่อถึงมะลิ

    สรปว่า หนูคิดว่าอาจารย์พูดถึงในแง่ของความหมาย ตราบใดที่สื่อความถึงสิ่งที่ต้องการได้ ตราบนั้นมันก็น่าจะใช้ได้ ใช่ไหมคะ

    ในกรณีวันภาษาไทยแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง หนูคิดว่าเป็นการอนุรักษ์ “รูปแบบ” ที่มีอยู่แล้ว เหมือนกับเขา(คนตั้ง)ต้องการจะบอกวัยรุ่น(มากกว่าวัยอื่นๆ)ว่า สิ่งที่มีน่ะ มันโอเคอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว มันไม่ได้ถึงคราววิกฤติ คุณไม่ต้องไปเปลี่ยนมันหรอก สิ่งที่คุณต้องทำคือคุณควรจะเข้าใจมันให้ถ่องแท้มากกว่า คุณเข้าใจมันดีแล้วหรือยังถึงจะไปเปลี่ยนมัน เวลาเขียนคุณก็เขียนผิดอย่างคำว่า คะ ค่ะ สองคำนี้คุณยังใช้ผิดเลย อะไรแบบนี้มั้งคะ

    อีกอย่างตามความคิดของหนูก็อาจจะเป็นนโยบายชาตินิยม(ลึกๆ)^_^
    แบบเอกลักษณ์ หรือ อัตลักษณ์ หรือเป็นวัฒนธรรม ตามที่อาจารย์บอก
    มันคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทย คนไทยต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
    เขาคงต้องการจะบอกแบบนี้

    นอกจากนี้คงต้องการบอกวัยรุ่นด้วย ว่าคุณยังอายุน้อย ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอเลย (เห็นจากการแสดงความคิดเห็นในเว็บต่างๆ) คุณควรจะทำอะไรให้มันถูกระเบียบแบบแผนก่อนนะ ใช้ภาษาให้ถูกนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เมื่อคุณโตแล้ว (เข้าใจอะไรๆมากขึ้น) คุณจะเห็นว่าบางเรื่อง บางสิ่งที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว

    สุดท้ายนี้หนูก็เห็นด้วยนะคะกับการรณรงค์ สิ่งที่มีอยู่มันดีอยู่แล้ว
    ใช้ได้อยู่แล้ว ไม่ได้วิกฤติจนต้องไปเปลี่ยนแปลงปรับปรุงมัน
    แต่ก็ไม่แน่วันหนึ่งเราอาจจะต้องเปลี่ยน หรืออาจจะต้องจัดระเบียบขึ้นใหม่
    แต่ตอนนี้มันก็ยังรับใช้เราได้ดีอยู่ เพราะฉะนั้นเราควรทำให้มันถูกต้องตามระเบียบแบบแผน

    ปล.หลักๆ หนูคิดว่าเขารณรงค์เรื่องการเขียนให้ถูก เพราะก็มีบัญญัติบอกอยู่แล้วว่าคำนี้ที่ถูกต้องเขียนแบบนี้ๆ มันง่ายมากที่คุณจะเขียนให้ถูก เพราะคุณก็แค่ทำตามแบบแผนที่มีอยู่แล้ว มันเป็นทางผ่านแรกที่คุณจะทำให้คนอื่นเข้าใจ

    • มีอะไรเป็นหลักประกันว่า สิ่งที่ใช้อยู่คือสิ่งที่ดีที่สุด และไม่ควรเกิดการเปลี่ยนแปลง? อะไรเป็นเหตุผลว่า ถ้าทุกคนใช้คำว่า “จิง” แทนคำว่า “จริง” แล้วจะมีผลแย่กว่า?

      เวลาคิดเรื่องการพยายามควบคุมภาษา แล้วจะนึกถึง newspeak

      • ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันค่ะว่าดีที่สุด
        หนูเพียงบอกว่าที่มีอยู่โอเคแล้ว ดีแล้ว
        คำจำกัดความก็คือ ไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งเลว

        ในการใช้ภาษาอย่างไม่เป็นทางการ เช่นเวลาพูดที่ต้องการสื่อความหมายเป็นหลัก แน่นอนว่าการใช้ จิง แทน จริง ไม่ได้ทำให้อะไรแย่
        เพราะเสียงมันเหมือนกัน

        ส่วนในเวลาเขียน ถ้าเขียนคุยกันเล่นๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไร เพราะเพื่อนกันก็น่าจะเข้าใจได้ว่าภาษาของเพื่อน ของคนรู้จัก ส่วนใหญ่เขาจะใช้ยังไง
        เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความหมาย จะเขียนยังไงมันก็ไม่ได้ดูแย่

        แต่ในกรณีที่เป็นทางการ เช่น เอกสารราชการ ทำไมเราต้องใช้ จิง ล่ะคะ
        ในเมื่อมันมีแบบแผนอยู่แล้ว ว่าคำที่ถูก คำที่เขาตกลงกัน ว่าจะใช้นะ คือคำที่เขียนว่า จริง เรามีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำ เรามีเหตุผลอะไรที่จะเปลี่ยน เปลี่ยนแล้วมันมีอะไรดีๆเกิดขึ้นจากเดิมหรือเปล่า

        ถ้าหนูเป็นนายก แล้วหนูเขียนเอกสารประทับตราถึง ผบตร.ว่า โผมล่ายคูนออกน้า พู่งนี้คูนม่ายต้องมาทามงาน จิงๆนะ โผมพูดจิง คูนต้องทามตามที่โผมบอก แน่นอนว่า ผบตร. ต้องเข้าใจค่ะ ว่านายกไล่ออกแล้ว

        แน่นอนว่าสิ่งที่นายกทำ คือ เขียนแบบนี้ไม่มีอะไรผิด แต่สิ่งที่มีคือผิดจากปกติที่เป็นอยู่แค่นั้นเอง

        ก็เลยคิดว่า สิ่งที่มีอยู่ มันปกติอยู่แล้ว เข้าใจกันง่ายอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรที่มันไม่ดี ตกลงกันแล้วว่าเราจะเอาแบบนี้นะ คือตกลงมาตั้งแต่มีพจนานุกรมรุ่นแรกว่านี่คือบรรทัดฐาน แล้วตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจกันแบบนี้

        ซึ่งที่เราตกลงกันเป็นบรรทัดฐานก็คือเรื่องรูปแบบ ว่าเราเอาแบบนี้ เขียนแบบนี้นะ เราจะได้เข้าใจกันได้

        ในเรื่องความหมาย หนูคงไม่ค้านอะไร ถ้าเข้าใจกันได้ แทนความหมายสิ่งที่ต้องการสื่อได้ ก็โอเค ไม่ได้มีอะไรแย่เลย

        แต่เมื่อเราเข้ามาร่วมกลุ่มคนที่แตกต่างจากเรา ไม่ใช่เพื่อนเรา และมันก็เป็นทางการ เราควรจะใช้ภาษาตามใจเราเหรอ แล้วจะเข้าใจกันได้มั้ยคะ อาจจะได้หรืออาจจะไม่ได้ เราใช้ภาษาตามกฏ ตามรูปแบบของมันไม่ดีกว่าเหรอ อย่างน้อยถึงมันไม่มีอะไรดีที่สุด แต่มันก็รับประกันได้ว่าเราจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาพูด และเขาก็เข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อ

        แน่นอนว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าสิ่งที่มีอยู่ดีที่สุด
        แล้วก็ไม่มีอะไรรับประกันด้วยว่าเปลี่ยนแล้วจะดีที่สุด
        ในเมื่อสังคมไม่พร้อมจะเปลี่ยน และมันก็ยังรับใช้เราได้อยู่
        เรามีเหตุผลอะไรคะที่จะไปเปลี่ยนมัน ^_^

      • ถึงเราอยากหยุดภาษาก็หยุดไม่ได้ เหมือนหยุดความแก่นั่นแหละ :-) ภาษาก็เหมือนกับชีวิต มีเกิดมีดับ

      • ความเปลี่ยนแปลงที่ผมไม่ถึง ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่งคิดจะเปลี่ยน แต่หมายถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับ mass

        ถ้าในอีกห้าสิบปีข้างหน้า คนส่วนใหญ่สะกดคำนี้ว่า “จิง” เป็น de facto standard ในตอนนั้นแล้ว ถามว่ามันแย่กว่าปัจจุบันยังไงล่ะครับ

  3. ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นครับ ผมว่าสิ่งสำคัญก็คือเราให้ความสนใจภาษาของเรา การมีวันภาษาไทยก็ไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยก็เป็นโอกาสให้เราได้มาคิดนึกถึงเรื่องแบบนี้กัน

    การอนุรักษ์นั้นจริงๆทำได้ยาก เพราะเวลาเราใช้ภาษาเรามักจะลืมตัวไป เราจะคิดแต่เรื่องที่จะพูดแทนที่จะมาคิดเรื่องภาษาที่จะใช้ อย่างไรก็ตามการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งหนึ่งที่วันภาษาไทยช่วยได้ก็คือ ทำให้เรามองเห็นความสำคัญของการเรียนภาษาไทย การเรียนภาษาไทยไม่ได้มีแต่ แต่งกลอน ท่องอาขยาน ฯลฯ เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการเรียงเรียงความคิด การเขียนออกมาเป็นย่อหน้าๆ เป็นบทๆ ในยุค Twitter นี้ผมว่าเราก็ยังจำเป็นต้องมีการเรียงเรียงความคิดออกมายาวๆอยู่ เรื่องนี้การเรียนภาษาไทยสำคัญมาก

    ขอตอบแยกเป็นประเด็นๆนะครับ อย่างแรก “ก้น” กับ “ตูด” เป็นอวัยวะคนละส่วนกันครับ ก้นที่ส่วนที่เป็นเนื้อเยอะๆอยู่ถัดจากหลังโคนขาขึ้นมา ส่วนตูดเป็นส่วนเปิดมีกล้ามเนื้อหูรูดเอาไว้ให้อุจจาระถ่ายออกมา ตูดจะอยู่ระหว่างก้นสองข้างครับ มนุษย์เป็นสัตว์รู้สึกจะประเภทเดียวที่มีก้นเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น วัว ที่ไม่มีก้น มีแต่กล้ามเนื้อขากับสะโพก แต่สัตว์ทุกชนิดมีตูดครับ เพราะต้องถ่ายของเสียออกมา สัตว์บางชนิดเช่นปลาดาวจะมีตูดอยู่บนหัว เพราะมีปากอยู่ข้างล่าง กินจากข้างล่าง ถ้ายออกข้างบน

    อีกอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเรื่อง “หิมิ” ตั้งใจเป็นตัวอย่างตลกๆ ขำๆ ครับ แต่ก็น่าคิดว่า ถ้าภาษาไทยเราเกิดมีคำว่า “หิมิ” แทนคำว่า “หิมะ” เราอาจจะรู้สึกแปลกๆเหมือนกับที่เราได้ยิน “หิมะ” ตอนนี้ก็ได้ครับ ก็หมายความว่าภาษาเป็นเรื่อง “เป็นไปตามอำเภอใจ” หรือที่เรียกว่า arbitrary คือคำในภาษาจะออกเสียงอย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเหมือนกับสิ่งที่คำนั้นๆหมายถึงครับ อันนี้เป็นประเด็นหลักในปรัชญาภาษาของ Ferdinand de Saussure

    • เพิ่งจะรู้แฮะครับว่า ก้น กับ ตูด มีความหมายไม่เหมือนกัน ฮา…

      แต่ย่อหน้าสุดท้าย ผมยังไม่เข้าใจอะครับว่าตอบผมในประเด็นไหน
      คือสิ่งที่ผมจะสื่อคือ ตัวเสียงคือความหมายหน่ะครับ

      • พอดีเพิ่งตื่นครับ สำหรับเรื่องสิ่งที่ควรจะอนุรักษ์ หากเป็นเรื่องของการสื่อความหมายที่ถูกต้อง ไม่ต้องรณรงค์มากก็ได้ครับ เพราะสังคมมีความจำเป็นมากในแง่นี้ หาไม่แล้วก็จะทำงานร่วมกันไม่ได้เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นอย่างเวลาเรียนกฎหมายเขาถึงสอนกันนักหนาว่าต้องสื่อความให้กระชับ ตรงไปตรงมา ฯลฯ เรียกได้ว่าเขารณรงค์กันเป็นประจำอยู่แล้ว

        ผมว่าถ้าจะพูดเรื่องอนุรักษ์ ก็คงจะต้องผูกเรื่องนี้เข้ากับเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สิ่งที่ควรจะต้องอนุรักษ์แน่ๆคือเอกสารโบราณ จดหมายเหตุ งานวรรณกรรมที่เราได้รับเป็นมรดกจากบรรพบุรุษ เรื่องนี้กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจมากจากรัฐบาล สังเกตได้จากงบประมาณให้หอสมุดแห่งชาติ หรือหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าไม่พอ แต่รัฐบาลทุกชุดก็ไม่เห็นสนใจจะแก้ปัญหาตรงนี้

  4. เพิ่งจะมาอ่านค่ะ แต่ก่อนหนูก็ไม่สนใจออกเสียง ร หรอกค่ะ อย่างคำว่า รัก ร้าง รา ก็พูดว่า ลัก ล้ืาง ลา นี่แหละค่ะ หนูก็พูดกับคนรอบข้างรู้เรื่อง ไม่มีใครบอกว่าไม่เข้าใจ อันที่จริงก็คือไม่ค่อยมีใครอออกเสียง ร เลย จะมีก็แต่อาจารย์สอนภาษาไทยนี่แหละคอยกำกับว่าให้ออกเสียง ร

    ทีนี้ตอนนี้ต้องมาเป็นครูสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ที่ย้ายมาจากเมืองไทย หนูก็ต้องเปลี่ยนนิสีย หันมาสอนให้เด็กออกเสียง ร กับ ล อย่างซีเรียสเลยนะคะ ที่จริงน่ะหนูไม่ได้อยากสอนให้เด็กพูด ร หรอกค่ะ แต่จะพยายามสอนให้เด็กพยายามแยกเสียง ร กับ ล ในภาษาไทยให้ออกก่อน ถ้าขยันออกเสียง ร ในภาษาไทย มันก็จะช่วยให้เด็กๆ ออกเสียง r กับ l ได้ดีขึ้นด้วย

    • เคยเรียนภาษาศาสตร์ เขาบอกว่าเสียง ร กับ ล ในภาษาไทยนั้นเกือบจะไม่ต่างกันในภาษาถิ่นภาคกลางที่ใช้เป็นภาษามาตรฐาน ส่วนในภาษาท้องถิ่น เช่นภาษาเหนือ หรือภาษาอีสาน ไม่มีเสียง ร อยู่เลย คำไหนที่เป็นเสียง ร ในภาษาภาคกลาง จะกลายเป็นเสียง ฮ เช่น “ฮักกัน” แปลว่า “รักกัน” แบบนี้ ส่วนเสียง ล ในภาษาภาคกลางไม่เปลี่ยน เช่น คนอิสานจะเรียกสัตว์ชนิดหนึ่งว่า “ลิง” ไม่ใช่ “ฮิง” ก็แสดงว่าเสียง ร กับ ล แตกต่างกันแบบเป็นคนละหน่วยเสียง (phoneme) ในภาษาถิ่นต่างๆของไทย

      ประเด็นก็คือว่าเวลาเรารณรงค์ให้ “อนุรักษ์” ภาษาไทย เกือบทั้งหมดจะเป็นภาษาไทยมาตรฐาน (แบบในวิทยุประเทศไทยเวลาโมงเช้า) ไม่มีการรณรงค์ให้อนุรักษืภาษาถิ่น ซึ่งจริงๆแล้วภาษาถิ่นนี่แหละที่ควรอนุรักษ์มากกว่า เพราะกำลังจะสูญหายไป เด็กรุ่นใหม่ในภาคเหนือ ภาคอิสาน เดี๋ยวนี้พูดแบบภาษาวัยรุ่นตามทีวีกรุงเทพฯหมด…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s