เกือบลืมไปว่าวันนี้เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องจากบล๊อกเป็นบล๊อกเกี่ยวกับภาษาจึงต้องพูดถึงเรื่องนี้บ้างในวันนี้
เราคงเห็นกันแล้วว่าบล๊อกนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความหมายของภาษา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับโลกเป็นหลัก ส่วนการรณรงค์ในวันภาษาไทยแห่งชาตินั้น ส่วนมากมักจะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาเอาไว้ หรือรักษาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาษาเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง เหตุผลก็มักจะเกี่ยวข้องการมีจิตสำนึกเกี่ยวกับ “อัตลักษณ์” หรือ identity ในภาษาอังกฤษ นั่นคือเราควรเก็บรักษาภาษาของเราไว้ เพราะภาษาของเราเป็นส่วนสำคัญของความเป็นตัวเรา
เรื่องเหล่านี้มีอะไรให้เราที่เรียนปรัชญาคิดต่อได้มากมาย เรื่องแรกคือเรื่องของภาษา เหตุใดภาษาจึงไปผูกพันอยู่กับอัตลักษณ์? การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษาทำให้เราเห็นว่า ปรัชญาภาษาไม่ค่อยมีอะไรเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม ไม่ว่าภาษาจะเขียนอย่างไร สะกดอย่างไร ฯลฯ หากเป็นข้อความที่มีความหมายชัดเจนแล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องที่ปรัชญาภาษาศึกษาอยู่ได้ทั้งสิ้น ประโยค “หิมะมีสีขาว” จะเป็นจริงเมื่อและต่อเมื่อหิมะมีสีขาว หากมีการสะกดผิดเช่นกลายเป็นประโยค “หิมิมีสีขาว” ก็ต้องมาดูว่า ประโยคนี้มีความหมายเหมือน “หิมะมีสีขาว” หรือไม่ ถ้าความหมายเหมือนกัน การสะกด “หิมะ” เป็น “หิมิ” ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย
พูดอย่างนี้บรรดาครูภาษาไทยอาจจะรู้สึกเดือดร้อน เพราะหากเราเปลี่ยนคำต่างๆได้ตามชอบใจ แล้วในที่สุด “เอกลักษณ์” หรือ “อัตลักษณ์” ของภาษาไทยจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมไม่ได้เถียงเรื่องประเด็นของครูภาษาไทย ประเด็นที่เรากำลังสนใจในฐานะที่เราเรียนปรัชญาก็คือว่า หากประโยคใดประโยคหนึ่งสื่อความหมายได้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว การที่ตัวอักษรในประโยคนั้นๆจะสะกดอย่างไรเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของข้อความ หากประโยค “หิมิมีสีขาว” เป็นจริงในทุกกรณีที่หิมะมีสีขาว และเป็นเท็จในทุกกรณีที่หิมะไม่มีสีขาว ก็ย่อมแสดงว่า [...]
ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2009
วันภาษาไทยแห่งชาติ
Posted in Personal, แท็ก คนไทย. วัฒนธรรม, ความเป็นตัวเรา, ภาษา, ภาษาไทย, วันภาษาไทยแห่งชาติ, อัตลักษณ์, เอกลักษณ์, ไทย on 29 กรกฎาคม 2009 | 14 Comments »
คนเรา “ตาย” เมื่อใด?
Posted in Content, แท็ก การแพทย์, ความตาย, จริยธรรม, ปรัชญา, เกณฑ์ตัดสินความตาย on 13 กรกฎาคม 2009 | Leave a Comment »
กรณีแพทยสภาออกมาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ผ่าตัดท่านหนึ่ง กับระงับใช้ใบอนุญาตชั่วคราว แก่แพทย์ผู้ช่วยอีกจำนวนหนึ่ง ด้วยข้อหาปลูกถ่ายอวัยวะอย่างผิดจรรยาแพทย์ ได้ทำให้หลายฝ่ายออกมาหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นลักษณะประจำของสังคมไทยปัจจุบัน ที่เมื่อมีเรื่องมีราวอะไรเกิดขึ้น ก็มีหลายฝ่ายออกมาเสนอแนวทางแก้ปัญหา เข้าทำนอง “วัวหายแล้วล้อมคอก” แทนที่จะคิดล่วงหน้าเพื่อมิให้ปัญหาเช่นนั้นเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การออกมาคิดอย่างน้อยก็ยังดีไม่คิดอะไรเลย
ข้อเสนอประการหนึ่งที่มีบางฝ่ายเสนอมา ก็คือว่า เราต้องกำหนดนิยามของคำว่า “ตาย” ให้ชัดเจน ว่าเมื่อใดคนๆหนึ่งถึงเรียกได้ว่า “ตายแล้ว” เพราะถ้ายังไม่แน่นอนว่าเมื่อใดคนไข้ “ตาย” ก็ยังแน่ใจไม่ได้ว่า แพทย์ที่เข้าไปตัดเอาอวัยวะของคนไข้คนนี้ออกมา เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้อีกคนหนึ่ง จะโดนข้อหาฆ่าคนตายหรือไม่ การตัดเอาอวัยวะของคนที่ “ตายแล้ว” ย่อมดีกว่าไปตัดเอาของคนที่ “ยังไม่ตาย” เสมอ ข้อเสนอนี้ดูค่อนข้างน่าขบขัน เพราะเราน่าจะรู้ๆกันโดยไม่ต้องมามัวคิด ว่าเมื่อไหร่ถึงเรียกว่า “ตาย” ผมเชื่อว่า เมื่อเราก็นึกถึงคนตาย เราย่อมนึกถึงศพที่นอนตัวเย็นชืด เนื้อตัวแข็ง นึกถึงโลงศพ นึกถึงศพที่นอนเหม็นคลุ้ง น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ฯลฯ ในความคิดของเราทั่วๆไป คนเมื่อตายแล้ว ก็ถึงจุดสิ้นสุด ถ้าไม่เอาไปเผา ก็เอาไปฝัง ไม่ว่าจะอย่างไรร่างกายก็แตกสลายไป ไม่มีอะไรหลงเหลือ ที่เหลือก็เหลือแต่ความทรงจำของคนที่ยังอยู่
แต่ความเข้าใจทั่วๆไปเรื่องความตายนี้ ในปัจจุบันได้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก และเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ เนื่องจากว่า มีความต้องการที่จะนำเอาอวัยวะที่ยัง “เป็นๆ” [...]
