Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มิถุนายน 16th, 2009

ผมไปพบกับบทความในคอลัมน์ประจำที่เคยเขียนให้วารสาร “อาทิตย์รายสัปดาห์” เมื่อหลายปีมาแล้ว คิดว่ายังมีประโยชน์อยู่ เลยเอาโพสให้อ่านกันตรงนี้ บทความนี้มีสองตอนเกี่ยวกับ  ”วิทยาศาสตร์กับประชาธิปไตย” ผมโพสตอนสองก่อนตอนแรก เพราะเวลาบล๊อกมันเรียงกันจะได้เรียงบทความตอนแรกก่อน

สังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตย (1)

ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบอยู่ก็ยิ่งเร่งเร้าให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่การเป็นสังคมเปิดมากขึ้น สังคมเปิดหมายถึงสังคมที่กระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการใช้อำนาจเป็นไปอย่างเปิดเผย ประกอบไปด้วยการใช้เหตุผลสนับสนุนและการถกเถียงอภิปรายโดยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจนั้น ตัวอย่างเช่น หากเทศบาลจะตัดสินใจเลือกเช่าหรือซื้อที่ดินเพื่อทำที่ทิ้งขยะ ในสังคมเปิดแล้วการตัดสินใจนี้ย่อมไม่ใช่เพียงภาระของผู้บริหารเพียงไม่กี่คนในเทศบาล หากจะต้องเป็นการตัดสินใจที่กระทำโดยเปิดเผย โดยมีการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่สาธารณชน และที่สำคัญก็คือ ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า ที่ใดสมควรจัดเป็นที่ทิ้งขยะ ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจต่างๆของเทศบาลบ้าง ฯลฯ กล่าวย่อๆก็คือว่า ในสังคมปิดแล้ว การตัดสินใจเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียว ข้อมูลข่าวสารในสังคมปิดจะถือเป็นของต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่มีสิทธิรับรู้ ส่วนสังคมเปิดนั้นภาระการตัดสินใจในระดับสาธารณะเป็นภารกิจของคนทั่วไป หรืออย่างน้อยก็ต้องมีมาตรการให้คนทั่วไปรับรู้และเห็นชอบกับการตัดสินใจนั้นๆ ข้อมูลข่าวสารต่างๆถือเป็นสมบัติของสาธารณะที่ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ที่จะต้องแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้นอกจากว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ก็จะต้องมีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าการปกปิดนั้นทำได้ในกรณีเฉพาะแบบใดบ้าง
ลักษณะของสังคมเปิดดังที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตย อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังมุ่งไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบภายนอก เช่นมีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังกำลังมุ่งไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยในเนื้อแท้จริงๆ อันหมายถึงความเป็นประชาธิปไตยในองค์กรต่างๆที่อยู่ภายในรัฐ และการที่ประชาชนมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบปกครองตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังกล่าวได้อีกว่า สังคมเปิดเป็นสังคมที่ “เป็นวิทยาศาสตร์” มากกว่าสังคมปิด เราอาจนิยามสังคมวิทยาศาสตร์คร่าวๆได้ว่า เป็นสังคมของผู้มีเหตุมีผล รู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรเชื่อออกจากสิ่งที่ไม่ควร และไม่ยอมรับอะไรจนกว่าจะได้รับการยืนยันด้วยวิธีการที่สมเหตุผล เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมปิดที่การตัดสินใจต่างๆไม่มีการชี้แจงอ้างเหตุผลสนับสนุนจึงเข้ากันไม่ค่อยได้กับสังคมวิทยาศาสตร์ในความหมายนี้ ในขณะที่เข้ากับสังคมเปิดได้มากกว่า ดังนั้นสังคมประชาธิปไตยกับสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์จึงมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นอย่างมาก และจึงมีข้อให้เชื่อได้ว่า สังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นน่าจะเป็นสังคมเปิด หรือสังคมประชาธิปไตยไปด้วย
บางคนอาจแย้งว่า [...]

Read Full Post »

สังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตย (2)

ความคิดที่ว่าสังคมปิดอย่างสหภาพโซเวียตอาจมีวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าได้ อาจจะสืบเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่า วิทยาศาสตร์กับสังคมนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือไม่ว่าสภาพสังคมหรือรูปแบบการปกครองในสังคมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ ในสังคมปิด การทำงานของนักวิทยาศาสตร์สามารถจำกัดให้อยู่ภายในขอบเขตเฉพาะได้ เช่นในห้องทดลองหรือในห้องทำงาน แต่เมื่ออยู่นอกห้องทดลองนักวิทยาศาสตร์ก็หมดความเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆของสังคมนั้น ซึ่งถ้ากฎเกณฑ์ดังกล่าวปราศจากเหตุผล ก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างวิธีปฏิบัติของการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ กับกฎระเบียบภายนอกนั้นๆ ถ้าเป็นความจริงที่ว่า การคิดอย่างมีเหตุมีผลนั้นไม่สามารถจะจำกัดขอบเขตให้อยู่เพียงบางสถานการณ์หรือบางแห่งได้ แต่ผู้ที่คิดอย่างมีเหตุผลและเป็นคนช่างสงสัยจะมีคำถามกับทุกเรื่องที่เขาเห็นว่าขาดเหตุผล ถ้าเป็นเช่นนี้จริงความขัดแย้งนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมปิด นักวิทยาศาสตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมจะถูกลงโทษโดยผู้มีอำนาจ หรือไม่่เช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์อาจยอมให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งในท้ายที่สุดการยอมนี้อาจทำให้การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์นั้นเองต้องสูญสิ้นพลังไป แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มน้อยที่กุมอำนาจของสังคม นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็จะมีสิทธิพิเศษต่างๆ และอาจพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมากในระยะหนึ่ง แต่อำนาจในมือของนักวิทยาศาสตร์ก็จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ตกอยู่ในวังวนของการเมือง และการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อดำรงอยู่ในอำนาจ การเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้มีอำนาจสามารถดลบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ได้ทรัพยากรต่างๆในการวิจัยได้อย่างพอเพียง อย่างไรก็ตามมีปัญหาว่าในสภาพเช่นนี้นักวิทยาศาสตร์อภิสิทธิ์เหล่านี้จะดำรงสถานะอันนี้ไว้ได้นานและเหนียวแน่นเพียงใดในสังคมปิด เพราะนโยบายสาธารณะของสังคมปิดโดยทั่วไป จะขึ้นอยู่กับความประสงค์หรือความพอใจส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าเมื่อใดจะมีการเปลี่ยนนโยบาย ผู้มีอำนาจอาจเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหันเนื่องจากไม่มีระบบที่เปิดเผยในการสืบทอดอำนาจ หรือผู้มีอำนาจอาจเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน เช่นอาจเลิกสนับสนุนการวิจัยที่เคยสนับสนุนไปเฉยๆ แล้วเอาทรัพยากรไปทำอย่างอื่นแทน ในทางกลับกัน ถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้มีอำนาจแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับการสนับสนุนในเชิงทรัพยากรแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการถูกลงโทษถ้าไปทำอะไรที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจ
นักวิทยาศาสตร์บางคนอาจคิดว่า การดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ของตนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับระบบสังคมการเมือง การหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ขึ้นอยู่กับว่าระบบการเมืองของประเทศที่ตนอาศัยอยู่จะเป็นอย่างไร แต่ความจริงก็คือว่า การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หลีกหนีการตัดสินใจทางการเมืองไม่พ้น ตราบใดที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังเป็นกิจกรรมราคาแพงที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ ผู้ช่วยวิจัย การออกภาคสนาม ฯลฯ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และค่าใช้จ่ายนี้ส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆก็มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ดังนั้นถ้าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมปิดได้ และยังต้องอยู่ร่วมกับระบบการเมืองเสมอไปเช่นนี้แล้ว ก็ไม่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดสังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ถึงแม้การค้นคว้าทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร [...]

Read Full Post »