เรียนปรัชญาไปทำไม? (ต่อ)

ผมพยายามเขียน comment ตอบของเปี๊ยกกับหนุนที่เขียนมาแสดงความคิดเห็นในโพส “เรียนปรัชญาไปทำไม” แต่ปรากฏว่าโปรแกรม crash ถึงสองครั้ง โชคดีที่ครั้งที่สองนี้ผมเก็บเอาไว้ก่อน เลยก็ยกขึ้นมาเป็นโพสใหม่ตรงนี้ ก่อนอ่านตรงนี้ขอให้อ่าน comment ของเปี๊ยกกับหนุน ก่อน

__

ผมเพิ่งเขียนคำตอบเสร็จ ปรากฏว่าโปรแกรม crash เฉยเลย เลยต้องเขียนใหม่ แล้วก็จำที่เขียนไปไม่ได้หมดแล้ว เลยขอตอบสั้นๆ

หนุนพูดถูกแล้วเกี่ยวกับเรื่องนกเพนกวิน การอ้างเหตุผลนี้เป็นแบบนี้

นกทุกตัวบินได้
นกเพนกวินเป็นนก
ดังนั้นนกเพนกวินบินได้

ปัญหาอย่างที่เรารู้่กันก็คือนกเพนกวินบินไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้การอ้างเหตุผลนี้แม้จะ valid แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ข้ออ้างจะเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไปขัดแย้งกับข้อสรุป ซึ่งเป็นเท็จ

การอ้างเหตุผลนี้จึงอยู่ในรูปแบบ reductio ad absurdum ทีนี้ถ้าเราไม่เรียนตรรกวิทยา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจว่า reductio เป็นอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากมาเรียนปรัชญาแล้วไม่รู้เรื่องพื้นฐานแบบนี้

ทีนี้หนุนกับเปี๊ยกมีการอ้างเหตุผลอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ “หัวใจ” กับตรรกวิทยา:

วิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาแห้งแล้ง
วิชาแห้งแล้งไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ดังนั้นวิชาตรรกวิทยาไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”

ผมยกประเด็นเรื่องการอ้างเหตุผลนี้ valid หรือไม่ให้เป็นแบบฝึกหัด :-) ประเด็นก็คือว่า เรากำลังพูดกันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาอีกแล้ว วิชาตรรกวิทยาไม่ได้มีอะไรจะพูดเลยเกี่ยวกับ “เนื้อหา” เพราะเราจะมีการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับนกเพนกวินก็ได้ มนุษย์ต่างดาวก็ได้ หัวใจก็ได้ ตับหรือปอดก็ได้ ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่วิชานี้ศึกษาได้แก่ “รูปแบบ” เช่น reductio หรืออื่นๆ เรื่องนี้เรียนกันมาตั้งแต่ชั่วโมงแรกของคอร์สแรก บางทีการที่เรายังไม่ clear เรื่องนี้อาจเป็นความผิดของคนสอนก็ได้ :-(

คำถามของผมก็คือว่า แล้วทำไมเราต้องคิดว่าวิชาตรรกวิทยาต้องเกี่ยวกับ “หัวใจ” ด้วย?? เราอาจนิยาม “หัวใจ” ตามแบบของหนุนกับเปี๊ยกได้ว่า “ความหมายของชีวิต” ดังนั้น เมื่อเราเรียกร้องให้ตรรกวิทยาเปิดพื้นที่ให้แก่สิ่งที่ตรรกวิทยาอาจละเลยมาก่อน ก็เท่ากับเรียกร้องให้ตรรกวิทยามี “ความหมาย” มากขึ้นแก่ชีวิต ทีนี้ เรามีวิชาต่างๆมากมายแล้วใช่มั้ยที่ว่าด้วยความหมายในแง่นี้ เราเรียนปรัชญากรีก เพื่อที่จะรู้ว่าพวกเพลโตกับอริสโตเติล พูดเกี่ยวกับความหมายว่าอย่างไร เราเรียนนักปรัชญาคนอื่นๆ เช่น Descartes, Hume, Berkeley ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราเรียนจริยศาสตร์ เพื่ออยากจะรู้ความหมายของ “การทำดี” หรือ “ความชอบธรรม” เราเรียนปรัชญาการเมือง เพื่อยากรู้ความหมายของ “ประชาธิปไตย” หรือ “ความยุติธรรม” ก็ไม่รู้ว่าพวกนี้เกี่ยวกับ “ความหมายของชีวิต” แค่ไหน แล้วจะยกให้ตรรกวิทยาเป็นวิชาในเชิง “รูปแบบ” ที่ไม่ได้พูดเรื่องเนื้อหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการใช้ภาษาไม่ได้หรือ?

หรือจะมองอีกอย่างก็ได้ว่า วิชาตรรกวิทยาศึกษาความหมายของ concept เช่น​ “ความสมเหตุสมผล” (validity) “ความจริง” “ความเท็จ” “ข้อสรุปเชิงตรรก” หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน ทีนี้มีใครปฏิเสธบ้างว่า ความจริงกับความเท็จไม่มีความหมายในชีวิตของเรา?

*

อีกประเด็นหนึ่งของหนุนที่น่าสนใจมาก คือเรื่องที่ว่าตรรกวิทยาเปิดพื้นที่ความคิด ซึ่งก็มาจากการที่ตรรกวิทยาเป็นอิสระจากเนื้อหานั่นเอง ดังนั้น ประโยคใดๆที่ถูกไวยากรณ์ก็ย่อมนำเป้นตัวอย่างได้ เพราะเราสนใจที่ “รูปแบบ” มากกว่านั่นเอง

ดังนั้น เวลาผมสอน syllogism ให้แก่นิสิตปีหนึ่ง จึงมีประโยคทำนองนี้

ฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเช็ง

คุณไม่ต้องไปคิดให้เมื่อยตุ้มว่าฟงหมุยแปลว่าอะไร เพราะมันไม่มีความหมาย นี่คือประเด็น เรื่องของเรื่องก็คือว่า ถ้ามีบางสิ่งที่เรียกว่า “ฟงหมุย” มันจะมีอย่างน้อยหนึ่งตัว ที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟงเช็ง” ด้วย ก็เท่านั้นเอง…

About these ads

13 thoughts on “เรียนปรัชญาไปทำไม? (ต่อ)

  1. ขออนุญาตร่วมแลกเปลี่ยนด้วยคนครับ ติดตามอ่านมาตลอดแล้ว อดร่วมแลกเปลี่ยนไม่ได้

    “เรียนปรัชญาไปทำไม?” เป็นคำถามอันยิ่งใหญ่ ผมเองก็ต้องเผชิญหน้ากับคำถามนี้ก่อนที่จะตัดสินใจมาสมัครเรียนที่ปรัชญา จุฬาฯ ยอมรับว่าคำถามนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผมนั่งรอนอนรออยู่สามปีกว่าจะมาสมัครเรียนที่นี่ โอ้…อย่าเข้าใจผิดครับ จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่สามารถตอบคำถามนี้

    แต่สิ่งที่ผมตอบได้ (บ้างแล้ว) คือคำถามที่ว่า “ทำไมเราต้องถามว่า ‘เราเรียนปรัชญาไปทำไม?’?” ตอนที่ใคร่ครวญต่อคำถามนี้ก็คือการเข้ามามองตัวเราเอง (หรือที่พี่ท่านนึงอาจเรียกว่า “ผ่าตัดตัวเอง”)สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำถามนั้นก็คือ ความเชื่อว่า
    “การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นปัจจัย (means)ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายอะไรบางอย่าง (ends)” ผมเชื่อว่า ความเชื่อเช่นนี้ครอบงำผมอยู่ และเชื่อต่อไปว่ามันก็กำลังครอบงำคนในยุคสมัยนี้อยู่เช่นกัน เพราะผมมักจะถูกถามคำถามนี้เสมอทุกครั้งที่มีคนทราบว่าผมกำลังเรียนปรัชญาอยู่ เหอ เหอ

    โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบต่อคำถามที่ว่า “เพราะเหตุใดเราจึงถูกความเชื่อเช่นนี้ครอบงำได้?” ผมก็ตัดสินใจเลือกเรียนปรัชญาครับ (บ๊องดีแฮะ) โดยเข้าใจว่ามันเสี่ยงที่จะไม่ได้รับคำตอบแก่คำถามในทำนองนี้ เข้าใจว่าเสี่ยงที่จะต้องตกงานหรือหางานยาก เสี่ยงที่จะตัดสินใจพลาด และก็ดูเสี่ยงเกินไปที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างโดยไม่ถามตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร

    แต่บางที ถ้าเราลองมองสิ่งต่างๆรอบตัวนอกกรอบว่าของการเป็น means ไปสู่ ends อะไรบางอย่าง ผมว่ามันก็เวิร์คดีถ้าจะมองว่า “เราไม่จำเป็นต้องถามว่าเราเรียนปรัชญาไปทำไม?” จริงอยู่ครับที่ดูเหมือนมันจะเป็นการหลอกตัวเอง แต่ลึกๆแล้วการมองเช่นนี้กลับทำให้ผมฮึกเหิมและมีกำลังใจที่เรียนปรัชญาต่อไป เพราะแม้ยังไม่อาจตอบคำถามนี้ เราก็ใช่ว่าเราจะเรียนปรัชญาอย่างไร้จุดหมายครับ ถ้ามันเป็นจุดหมายในตัวมันเอง หรือก็คือถ้าเราลองมองสิ่งต่างๆว่ามันเป็น ends in itself (ดูอุดมคติเอามากๆ)

    ผมจะลองยกตัวอย่าง ที่มีอยู่ในแนวคิดในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนมาบ้าง นักเศรษฐศาสตร์แบ่งพฤติกรรมของมนุษย์อย่างหยาบๆออกเป็น 2 ส่วน (1)การบริโภค (2)การลงทุน สำหรับการลงทุน ก็คือการที่มนุษย์มองว่าการกระทำใดๆเป็นปัจจัยที่จะนำเขาไปสู่เป้าหมายบางอย่าง เช่น การลงทุนในธุรกิจต่างๆก็เพื่อกำไร หรือเรื่องความรัก หนุ่มๆตามจีบสาวผู้หนึ่งก็เพราะเขาอาจหวังเพียงร่างกายของเธอ หรือคำถามที่เด็กๆที่กำลังเอนทรานซ์มักต้องตอบให้ได้ก็คือ วิชาที่เลือกจบแล้วจะไปทำอะไร?

    ตรงกันข้ามกับการบริโภค มันเป็นคอนเซปที่ง่ายๆ (และดูง่ายจนเกินไป) คือ เรากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อความพึงใจเฉพาะหน้า (อย่าเพิ่งมองมันไปในแง่ร้ายนะครับ) ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับข้างต้น อาจมีนักลงทุนผู้หนึ่งลงทุนไม่ใช่เพราะผลกำไร แต่เพราะเขามีความสุขกับการละเล่นและความเสี่ยงจากการลงทุน (หรือกรณีเซียนพนัน ไม่ได้เล่นพนันเพราะหวังรวยแต่เพื่อความสนุก หรือยิ่งไปกว่านั้นเพื่อ “การพนัน” เอง)หรือหนุ่มผู้หนึ่งอาจตามจีบสาวเพียงเพราะเขามีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น (หรือเพื่อเห็นแก่ “ความรัก” ที่มีแด่เธอผู้นั้น) หรือเด็กคนหนึ่งอาจเลือกเรียนสาขาหนึ่งๆเพียงเพราะ เขามีความสุขที่ได้เรียน (หรือทำไปเพื่อ “วิชา” นั้นๆ) (คอนเซปในวงเล็บผมว่ามันเป็นไปได้ครับถ้าเรามองว่า ปัจจุบันขณะมีความหมายในตัวเอง)

    แต่แน่นอนว่าในทางปฏิบัติพฤติกรรมของมนุษย์ก็อาจผสมปนเปกันไประหว่างการลงทุนและการบริโภค แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับห้วข้อที่ว่า “เราเรียนปรัชญาไปทำไม?” สำหรับผมก็คือ สำหรับพวกเรา การเรียน(ปรัชญา)เป็นการลงทุน หรือเป็นการบริโภคกันแน่ครับ? ถ้าเป็นการลงทุน ก็ต้องพยายามหาคำตอบต่อไปว่า “เรียนปรัชญาไปทำไม?” แต่ถ้าเป็นการบริโภค เราอาจไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ก็ได้ครับ แต่สิ่งที่ต้องหาให้เจอกลับเป็น “ความสุข(เฉพาะหน้าในขณะนี้)จากการได้เรียนปรัชญา” เอิ๊ก เอิ๊ก ว่าแต่ว่า เรามีความสุขจากการได้เรียนปรัชญากันหรือเปล่า?

    (ปล. ลึกๆแล้วผมก็ยังกังขาใจว่าเราสามารถแบ่งการกระทำของเราได้เด็ดขาดหรือไม่ระหว่างการบริโภคกับการลงทุนครับ แต่ในเบื้องต้นสมมุติว่าแบ่งได้(อย่างหยาบๆ)ไปก่อนละกันครับ)

    • ประเด็นของ first (ชื่อเหมือนเด็กข้างบ้านผมเลย) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ means-end rationality ซึ่งก็เป็นหัวข้อหนึ่งในปรัชญา โดยเฉพาะในจริยศาสตร์หรือในอภิปรัชญา อริสโตเติลบอกว่า คนเราทำอะไรทุกอย่าง ก็เพื่อความสุขในท้ายที่สุด เช่น ทำงานหาเงิน เอาเงินไปซื้อของ สุดท้ายก็เพื่อความสุข ปัญหาหนึ่งก็คือว่า “ความสุข” ที่ว่านี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ แล้วการเรียนปรัชญาถือเป็นความสุขหรือเปล่า? หรือเป็นตรงกันข้าม?

  2. กอนอื่นขอตอบคำถามนี้ก่อนว่า

    วิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาแห้งแล้ง
    วิชาแห้งแล้งไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
    ดังนั้นวิชาตรรกวิทยาไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”

    การอ้างเหตุผลชุดนี้ valid ครับ

    จริงๆแล้วอยากให้หนุนซึ่งเป็นเจ้าของบทความมาตอบเอง (ซึ่งหนุนบอกผมว่าได้อ่านคอมเมนของอาจารย์แล้ว) แต่ด้วยความที่หนุนไม่ชอบจ้องคอมนานๆ เลยไม่มาตอบซักที ผมเลยมาตอบเองก่อนตามความเข้าใจของผม โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า คำว่าหัวใจในบทความของหนุน ไม่น่าจะเจาะจงว่าหมายถึง “ความหมายของชีวิต” น่ะครับ

    และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผมไม่คิดว่าหนุนต้องการจะ “เรียกร้องให้ตรรกวิทยาเปิดพื้นที่ให้แก่สิ่งที่ตรรกวิทยาอาจละเลยมาก่อน ก็เท่ากับเรียกร้องให้ตรรกวิทยามี ‘ความหมาย’ มากขึ้นแก่ชีวิต” ผมเข้าใจว่าประเด็นของหนุนไม่ได้ต้องการให้ตรรกวิทยาละทิ้งความเป็นวิชาที่เกี่ยวกับ ‘รูปแบบ’ แต่กำลังเสนอว่า เพราะรูปแบบนี่ไงล่ะ อย่างน้อยที่สุด ถ้าคุณสามารถยอมรับตรรกะแบบ reductio ad absurdum ได้ แสดงว่าความเป็นรูปแบบของตรรกวิทยา ไม่ได้แห้งแล้ง ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นแบบฝึกหัดที่สำคัญที่ทำให้เราสามารถมองคนอื่นอย่างเข้าใจได้มากขึ้นต่างหาก

    จุดที่อาจารย์เขียนว่า “ทีนี้ถ้าเราไม่เรียนตรรกวิทยา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจว่า reductio เป็นอย่างไร” จุดนี้เองที่ทำให้หนุนเขียนบทความนี้ขึ้น เพราะว่า คนที่เรียนปรัชญาเองบางคนนั้นยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่า “แล้วหนูจะเรียนเรื่องพวกนี้ไปทำไมคะ (หนึ่งในเรื่องพวกนี้คือตรรกะแบบ reductio)” ซึ่งตอนท้ายของบทความหนุนพยายามจะสรุปว่า “หวังเหลือเกินว่าคนที่เรียนตรรกศาสตร์จะปลูกต้นไม้แห่งหัวใจได้” เพื่อต้องการตอบคำถามว่าเรียนปรัชญาไปทำไม ก็เพื่อจะได้สามารถเข้าใจใน ‘สิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณ’ ซึ่งหนุนก็หวังว่า คนที่เรียนตรรกวิทยา จะไปถึงจุดนั้นได้นั่นเอง

    ผมไม่รู้ว่า ฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเช็ง นั้น น้องปีหนึ่งที่เรียนจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน แต่ผมคิดว่าอาจจะมีบางคนไม่เข้าใจก็ได้นะครับ แต่ขออย่างเดียว แม้จะไม่เข้าใจ แต่อย่าปิดกั้น “ไม่พยายามที่จะเข้าใจ” มันเลย ก็พอแล้ว

    ประเด็นเพิ่มเติมในบทความของหนุนก็คือ ในทางกลับกัน คนที่บอกว่าตนเองมี “หัวใจ” นั้น เอาเข้าจริงแล้วได้เผื่อพื้นที่ให้กับเหตุผลของผู้อื่นบ้างหรือไม่ บ่อยครั้งที่คำว่า “หัวใจ” หมายถึงการใช้อารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ต่างๆ หากมีกล่าวว่าตนมีหัวใจ แต่ไม่พยายามที่จะเห็นหรือเข้าใจหัวใจของผู้อื่น ก็ไม่น่าเรียกว่ามีหัวใจ เหมือนเรียกตรรกวิทยา แต่ไม่พยายามเข้าใจ reductio อาจเป็นเพราะเขายังไม่ได้เปิดใจที่จะเรียนตรรกะ แต่กำลังตัดสินจาก “ตรรกู” อยู่ก็เป็นได้

    ในประเด็นของพี่ first นั้น ผมไม่รู้ว่าจะเรียกการเรียนปรัชญาว่าเป็นการลงทุนหรือการบริโภค ผมว่ามันก้ำกึ่งนะครับ ผมคิดถึงการหัดจักรยาน หรือหัดว่ายน้ำ เราก็หัดไว้อย่างนั้น เพื่อให้เกิดทักษะติดตัว แต่ก็ไม่ได้ใช้ทักษะดังกล่าวในการไปทำอะไรให้เกิดผลงอกเงย (เช่นเป็นนักกีฬา นำไปใช้ประกอบอาชีพที่ต้องการใช้ทักษะดังกล่าวอย่างสมำเสมอ หรือออกกำลังกาย) พอเป็นแล้วก็ทิ้งไปเลยก็มี ถึงเวลาได้ใช้ก็ค่อยดึงออกมา เราไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าเวลาใดจึงจะได้นำทักษะเหล่านี้ออกมาใช้ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นการลงทุน แต่เป็นการบริโถคหรือไม่ ถ้าเดินไปร้านข้าว เพื่อหาอาหารกินให้อิ่มท้อง ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นการลงทุนแล้วหรือเปล่า

    ส่วนเรียนปรัชญาแล้วมีความสุขไหม ความสุขของผมอย่างหนึ่งก็คือการได้พบปะกับคนที่มีความคิดที่เปิดกว้าง สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง โดยปราศจากอคติ ซึ่งคนที่เรียนปรัชญามักจะมีลักษณะนี้ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เรียนปรัชญาแล้วแล้วเกิดความเชื่อสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แทนที่จะเปิดกว้าง กลับกลายเป็นปิดกั้นความคิดแบบอื่นๆไปเลยก็มี (มักจะเป็นแนวคิดทางการเมือง)

    ผมขอเล่าเหตุการณ์ของเพื่อนผมปิดท้าย เค้าทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเค้ามาระบายกับผมว่าเค้าอึดอัดมากๆ เนื่องจากไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้รู้เรื่อง เพียงเพราะแค่ว่าเพื่อนของผมพูดประโยคที่ว่า “เขาเลือก ที่จะไม่เลือกข้าง” ซึ่งคนในบริษัทนั้นไม่มีใครเข้าใจเพื่อนผมเลยซักคน โดยให้เหตุผลว่า

    เมื่อไม่เลือกข้าง จะเรียกว่าเลือกได้อย่างไร
    แสดงว่าเพื่อนของผมยังไม่ได้เลือก
    ดังนั้น จึงต้องเลือกมาว่าจะอยู่ข้างไหน…

  3. ผมขอเพิ่มเรื่อง “เลือกข้าง” คือมีบางคนเคยพูดไว้ว่า เราไม่สามารถหลีกหนีการเมืองไปได้ เพราะหากทำอย่างนั้น การเมืองก็จะวิ่งมาหาคุณเอง การเลือกข้างไหนไม่น่าเป็นปัญหา หากมีพื้นที่หรือมีวิธีการอะไร ที่ทำให้ข้างแต่ละข้างที่เลือกนั้น สามารถแปลออกมาเป็นอำนาจ หรือเป็นนโยบายทางการเมืองได้ ถ้าหากไม่มีพื้นที่ดังกล่าว ก็จะเกิดปัญหาการชุมนุมประท้วงอย่างที่เคยเป็นอยู่ เราไม่สามารถบอกได้ว่า พื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่นออกเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ มีจำกัด ดังนั้นจึงต้องออกมาบนถนน ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการให้หลักประกันแก่ทุกฝ่าย ว่าจะมีสิทธิ์มีเสียงในการมีส่วนร่วมในการปกครองเท่าเทียมกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกข้างไหน ก็จะต้องเป็นไปได้ที่จะมีทางให้ข้างของตัวเอง ได้เป็นที่รับฟังของทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจะมาปิดกั้นข้างของคนอื่น หรือข้างที่ตนเองไม่เห็นด้วย ด้วยการใช้กฎหมายมาบังคับขี่คอ การทำอย่างนั้นเท่ากันแสดงว่า ประเทศไม่ใช่ของคนทุกคน

    กลายเป็นปรัชญาการเมืองไปแล้ว เรื่องนี้อาจจะต้องยกเป็นโพสใหม่

  4. ผมสนใจปรัชญาแต่ไม่ได้เรียนโดยตรงส่วนตัวมีหนังสือปรั๙ญาตะวันตกอ่าอยู่หลายเล่มรวมถึงขอบฟ้าปรัญชาด้วย ที่อาจารย์กล่าวถึงฟงหมุยนั้นเป็นช่วงความคิดหรือตรรกบทใช่ไหมครับ และหากผมสนใจตรรกวิทยาผมควรจะศึกษาของใคร เพราะผมอ่านของอาจารย์จ แล้วผมเข้าใจยากมากเพราะเป็นศัพท์ทางด้านพุทธทั้งหมด ของอาจารย์มีให้ดาวน์โหลดไหมครับ

  5. นิรนัยกับอุปนัย สิ่งไหนมีความน่าเชื่อถือกว่ากันครับ และที่ผมถามเรื่องฟงหมุย นั้นผมกำลังจะถามว่านั่นคือประเด็นที่อาจารย์กล่าวถึงตรรกบทหรือช่วงความคิดใช่ไหมครับ

    • ถ้าดูรูปแบบนิรนัยย่อมน่าเชื่อถือมากกว่า ตำราทั่วไปจะบอกว่า ปัญหาของนิรนัยก็คือ มันไม่ได้ขยายขอบเขตของสิ่งที่เรารู้ อย่างไรก็ตาม วิชาบางอย่างเช่นคณิตศาสตร์ ใช้ระบบนิรนัยอย่างเดียว แต่ก็ให้ความรู้ใหม่ๆแก่เรามากมาย ดังนั้นที่บอกว่านิรนัยไม่ได้ให้ความรู้ใหม่ ก็อาจจะต้องมาวิพากษ์วิจารณ์กันด้วย

  6. ปฏิฐานนิยมกับประจักษ์นิยมเหมือนกันและต่างกันอย่างไรครับ ปัจจุบันวิทยปรัชญายอมรับส่วนไหนมากกว่า ครับ

    • typology แปลตรงๆว่าวิชาเกี่ยวกับรูปแบบครับ จะอยู่ในคณิตศาสตร์ก็ได้ หมายถึงการศึกษารูปทรงต่างๆ หรือในภาษาศาสตร์จะหมายถึงการศึกษารูปแบบต่างๆ ที่ภาษาหลายๆภาษามีร่วมกันครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s