ผมได้ข้อมูลนี้มาจากเว็บ http://online.wsj.com/article/SB123119236117055127.html ของ Wall Street Journal ในสหรัฐฯ ซึ่งได้ทำการสำรวจผู้ประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อดูว่าอาชีพใดเป็นอาชีพที่ดีและแย่ที่สุด เมื่อวัดจากเกณฑ์เช่น ความพอใจในการทำงาน ระดับความเครียด สภาพแวดล้อมในการทำงาน รายได้ และอื่นๆ
ผลปรากฏว่าอาชีพนักคณิตศาสตร์มาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนอาชีพนักปรัชญาก็ไม่น้อยหน้าไปกว่านี้มากนัก คือได้อันดับที่เก้า ส่วนอาชีพที่แย่ที่สุด ก็เป็นพวกที่ต้องใช้แรงงาน เช่นช่างตัดไม้ ช่างทาสี ช่างมุงหลังคา ฯลฯ

เหตุที่นักคณิตศาสตร์ได้อันดับสูงสุดก็เนื่องจากว่า เป็นอาชีพที่อยู่กับสภาพแวดล้อมที่สะอาด ไม่ต้องทำงานในโรงงาน หรือในที่ที่เสี่ยงอันตราย นักคณิตศาสตร์ส่วนมากจะทำงานสอนในมหาวิทยาลัย แต่ก็มีไม่น้อยที่ทำงานเป็นนักวิเคราะห์หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีรายได้มหาศาล หรือเขียนโปรแกรมกราฟิคให้กับหนังฮอลลีวูด
นักปรัชญาส่วนมากก็ทำงานในมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้ไปทำงานในวงการการเงิน ดังนั้นจึงมีรายได้เฉลี่ยไม่เท่านักคณิตศาสตร์ แต่การเลือกมาเป็นนักปรัชญาก็บอกอยู่แล้วว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือความพอใจในการทำงาน ความสงบ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยที่สะอาด ปราศจากการแก่งแย่งแข่งขัน
ก็หวังว่าเรื่องนี้คงจะเป็นกำลังใจให้นิสิตรู้ตัวว่า คิดถูกแล้วที่มาเลือกเรียนปรัชญา

ผมอ่านผ่านอันนี้มาเหมือนกันครับ มีอยู่ค่าหนึ่งที่ผมสงสัยครับ
คือ Physical Demand ในอันดับหนึ่งถึงสิบสอง (ปรัชญา)
มีแค่ Industrial Designer อาชีพเดียวที่มีค่า Physical
Demand สูงกว่าของปรัชญาครับ สมมติให้ข้อมูลใกล้ความจริง
มากๆ ผมอยากถามอาจารย์ว่า Physical Demand ในอาชีพ
นักปรัชญาคืออะไรครับ? ทำไมมันถึงสูงกว่าอันอื่นๆ อยู่หลายอันครับ
อาจจะมาจากว่า นักปรัชญาต้องใช้แรงงานในการย่อยสลายแอลกอฮอล์เยอะก็ได้
ผมคงยังเก่งไม่พอที่จบปรัชญาแล้วจะไปทำงานในมหาวิทยาลัย และแม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นว่าเงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่เงินก็มีส่วนกำหนดชีวิตของผมมากแน่นอนหลังจากที่เรียนจบ อย่างไรก็ตามผมคงคิดถูกแล้วที่เลือกเรียนปรัชญาที่จุฬา เพราะทำให้ผมได้รับความรู้ ได้พบปะกับสังคมของผู้เรียนปรัชญา และมีโอกาสได้รับน้ำใจจากอาจารย์ในภาค แค่นี้ก็กำไรชีวิตแล้วครับผม