Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารสำหรับ ธันวาคม, 2008

สำหรับโชเพนฮาวร์แล้ว เรามีหนทางที่จะหลุดออกจากการครอบงำของเจตจำนงได้ ด้วยการปฏิเสธเจตจำนงนั้นเอง เรื่องนี้ค่อนข้างแปลก เพราะโชเพนฮาวร์ได้แสดงไว้ก่อนแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้แก่เจตจำนง ดังนั้นการปฏิเสธเจตจำนง จึงน่าจะเท่ากับการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย นั่นคือปฏิเสธทั้งสิ่งที่มีอยู่ภายนอก (ภววิสัย) และภายใน (อัตวิสัย) ทั้งคู่ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ละเอียดขึ้น คงต้องยกข้อเขียนของโชเพนฮาวร์มาพิจารณา:
If that veil of Maya, the principium individuationis, is liftted from the eyes of a man to such an extent that he no longer makes the egotistical distinction between his person and that of others, but takes as much interest in [...]

Read Full Post »

โครงการเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรงที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ได้แก่เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาของโชเพนฮาวร์เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ผมเคยเขียนในโพสก่อนๆหน้าเกี่ยวกับโชเพนฮาวร์นิดหน่อย และในนี้ก็จะพูดเกี่ยวกับโครงการเขียนบทความนี้เล็กน้อย
โชเพนฮาวร์เป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจคนหนึ่ง แต่รายวิชาเกี่ยวกับประวัติปรัชญาหรือแม้แต่ปรัชญาเยอรมัน ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขามากเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากความคิดของโชเพนฮาวร์มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาสมัยต่อมาอีกมาก เช่นนิทเช่ หรือฟรอยด์ รวมทั้งวิตเกนสไตน์อีกด้วย
ความคิดของโชเพนฮาวร์เป็นระบบมาก และรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียว ทำให้การเศึกษาความคิดของเขาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนักปรัชญาเยอรมันคนอื่นๆโดยเฉพาะเฮเกล มีเรื่องเล่าว่า โชเพนฮาวร์เกลียดเฮเกลอย่างหนัก และเมื่อสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วยกัน โชเพนฮาวร์ตั้งใจจัดเวลาเลคเชอร์ของตัวเองให้ตรงกับของเฮเกล ซึ่งคงจะเป็นเพราะต้องการจะดึงนักศึกษาออกมาจากห้องของเฮเกล แต่ปรากฏว่านักศึกษาปรัชญาเกือบทั้งหมดเลือกไปฟังบรรยายของเฮเกลแทน ซึ่งก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โชเพนฮาวร์มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือ pessimist มากขึ้น
ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของเขาเองตามที่เข้าใจกันทั่วไป โชเพนฮาวร์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการแปลออกมาเป็นภาษายุโรป เขาได้อ้างอิงแหล่งที่มาของความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างชัดเจนในงานของเขา คือ Die Welt als Wille und Vorstellung หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โลกในฐานะที่เป็นเจตจำนงกับที่เป็นภาพแทน” (ชาว “บริสุทธิ์นิยม” (purist) เกี่ยวกับภาษาไทยจะบอกว่าการแปลนี้ฟังไม่รื่นหู ซึ่งก็ถูกต้องเพราะผมไม่ต้องการให้รื่นหู แต่ต้องการให้แปลตรงความหมาย – เรื่องนี้ก็น่าจะพูดให้ละเอียดในอีกโพสหนึ่งต่อจากนี้) โดยโชเพนฮาวร์บอกว่า ความคิดของเขาที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการที่โลกเป็นทั้งเจตจำนงและเป็นภาพแทน ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นอะไรที่มีพูดในปรัชญาอินเดียก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ปรัชญาของยุโรปตามความเห็นของเขา ไม่ได้มองเห็นความจริงข้อนี้
เราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโลกเป็น “ภาพแทน” ก่อน คำนี้ตรงกับภาษาเยอรมันว่า “Vorstellung” [...]

Read Full Post »

The Center for Ethics of Science and Technology, Chulalongkorn University, will organize a public talk by Malcolm David Eckel from Boston University on “Learning from Bhavaviveka: A Sixth-Century Buddhist Rationalist” at Room 608, Boromratchakumari Bldg., Faculty of Arts, Chulalongkorn University, 1 – 3 pm, Friday, December 26, 2008.
All are welcome.
*
The following is some biodata of [...]

Read Full Post »

หนังสือเรื่อง “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” ของท่านนาคารชุน มีจำหน่ายแล้วที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คัมภีร์ มูลมธฺยมกการิกา หรือแปลเป็นไทยว่า “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของพระพุทธศาสนา รจนาโดยพระอาจารย์นาคารชุน ซึ่งเชื่อกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียตอนใต้ เมื่อราวศตวรรษที่สองหลังคริสตกาล ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “มาธยมิกะ” หรือ “สำนักทางสายกลาง” และงานชิ้นนี้ของท่านก็มีผู้ศึกษาเล่าเรียนและนำไปอ้างอิงกับบรรยายอธิบายความหมายในทุกๆวัฒนธรรม ที่พระพุทธศาสนาฝ่ายสันสกฤตได้แพร่กระจายไป ได้แก่ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและมองโกเลีย นอกจากนี้ งานชิ้นนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดตั้งต้นของการแพร่กระจายของการตีความอันหลากหลาย โดยที่นิกายย่อยสองนิกายภายในสำนักคิดมาธยมิกะ อันได้แก่สวตันตริกมาธยมิกะ และปราสังคิกมาธยมิกะ ก็มีจุดกำเนิดจากความแตกต่างในการตีความตัวบทในงานของท่านนาคารชุนนี้
เนื้อหาของ “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นการนำเสนอแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา อันได้แก่เรื่องความว่างหรือ “ศูนยตา” (เขียนแบบบาลีได้ว่า “สุญญตา”) โดยศูนยตานี้เป็นเนื้อหาของทางสายกลางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และท่านนาคารชุนได้นำมาขยายความอย่างละเอียดพิสดาร เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจประเด็นและแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับศูนยตาและทางสายกลางอย่างละเอียด [...]

Read Full Post »

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์”
ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว
เมื่ออภิปรัชญาเกี่ยวกับข้องกับภาษาเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือว่า ความเป็นจริงเอง [...]

Read Full Post »

หลายคนคงรู้จัึกเพลงนี้ ซึ่งแต่งโดยจิตร ภูมิศักดิ์ ในขณะที่ถูกขังคุกอยู่ ท่ามกลางความขัดแย้งอันคุกรุ่นนี้ เพลงนี้อาจช่วยปลอบประโลมเราได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังมี “แสงดาวแห่งศรัทธา” ที่นำเราไปสู่ความดีงาม แม้ว่าหนทางจะยาวไกลก็ตาม…
แสงดาวแห่งศรัทธา (ขับร้องโดยคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี) จาก บล๊อกใน OKNation
แสงดาวแห่งศรัทธา (ฉบับคาราบาว)
(ดู บล๊อกนี้ ประกอบด้วย)

Read Full Post »

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง
เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา
พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่):

Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of friendly greetings & [...]

Read Full Post »