เช้าวันอาทิตย์นี้ ผมขอโพสบางอย่างที่เกี่ยวกับธรรมะสักเล็กน้อย พวกเราหลายคนคงรู้จักคำสอนของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” ซึ่งย่อมเกี่ยวกับเรื่องของเราในวิชานี้โดยตรง ก็ขอยกคำพูดของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสองภาษานี้ ดังนี้
นางฟ้า
คำว่า “นางฟ้า” ภาษาคนหมายถึงนางฟ้าตัวสวยๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่า นางฟ้า
แต่นางฟ้าในภาษาธรรมนี้กลับหมายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม แต่โดยที่แท้แล้วต้องเล็งถึงธรรมะทั่วๆไป ที่มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในคำว่าพรหมจรรย์ นี้คือนางฟ้าในภาษาธรรมะ เป็นที่ต้องการ เป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษ ในพระพุทธศาสนา แม้แต่คำว่านางฟ้าก็ยังมีความหมายแตกต่างกันอย่างนี้
ข้อความนี้ยกมาจากหนังสือเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” หน้า ๔๑ ไม่รู้ว่าพวกเรามีความเห็นอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้?


มองอย่างง่ายที่สุด ภาษามีระดับความหมายที่แตกกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับระดับของผู้ที่รับรู้ความหมายของภาษานั้นๆ คือปุถุชนกับพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระอรหันต์ จริงๆแล้วศาสนาพุทธก็คงมีคำว่านางฟ้าเฉพาะที่มาจากภาษาบาลีซึ่งมีความหมายที่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าต้องการสื่อมากกว่า แต่ว่าพระพุทธเจ้าต้องการสอนปุถุชนจึงเลือกที่จะใช้ภาษาของปุถุชนในการสั่งสอน
นางฟ้าดูจะเป็นสามานยนาม (มีนางฟ้าหลายคน) ที่เป็นชื่อลอย (สมมติเชื่อว่าไม่มีตัวตนอยู่จริงเพราะยังไม่มีใครเคยเห็น) สามานยนามก็ยังมีความหมายที่ไม่เป็นสากลในแง่นี้ เพราะต้องมีมโนทัศน์บางอย่างเป็นพื้นฐานของความหมาย ถ้ามโนทัศน์ไม่ตรงกัน ก็จะกลายเป็นคนละความหมาย (ตามที่พี่สุทัศน์เขียนไว้ข้างบน) แนวคิดนี้เท่ากับว่าภาษาใช้เรียกแทนความจริง แต่ภาษาไม่น่าจะตรงกับความจริงได้แบบตัวชี้แข็งของคริปคี เพราะภาษาเปลี่ยนได้ตามมโนทัศน์ แต่ความจริงไม่เปลี่ยนตามมโนทัศน์ (การค้นพบความจริงใหม่ๆนั้น มาจากการที่รู้ว่ามโนทัศน์เก่าอธิบายไม่ได้ครอบคลุมอีกต่อไป ไม่ได้หมายความว่าความจริงเปลี่ยนตามมโนทัศน์ด้วย)
แต่ถ้าคำว่า “นางฟ้า” หมายถึง “พระธรรม” จริงๆตามที่ท่านพุทธทาสว่า ก็ย่อมมีจริง เพราะพระธรรมมีอยู่จริงๆ
ผมสนใจประเด็น ภาษาคน-ภาษาธรรม ของอาจารย์เป็นการส่วนตัว
เพราะเป็นเรื่องปัญหาของการเชื่อมภาษาเข้ากับโลก
kappathai (ขัปปะ?) ชี้ประเด็นสำคัญว่า “พระพุทธเจ้าต้องการสอนปุถุชน จึงเลือกที่จะใช้ภาษาของปุถุชนในการสั่งสอน”
กระบวนการสอนของพระุพุทธเจ้า ที่เราเห็นได้บ่อยๆ คือ เริ่มจากกรณีเฉพาะ ซึ่งผู้ฟังกำลังประสบ และมีความสนใจอยู่ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผล ดังที่เราได้อ่านได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ
เมื่อเริ่มสื่อสารกับผู้ฟัง คือทำให้เชื่อว่ากำลังพูดภาษาเดียวกัน พูดถึงเรื่องเดียวกันแล้ว พระพุทธองค์จะ “กระชาก” ความเข้าใจของผู้ฟังออกจากความคิดเดิม เช่นเรื่องความสะอาดจากการชะล้างในแม่น้ำคงคา ท่านก็ชี้ว่า เช่นนั้นปลาและสัตว์น้ำ ก็คงสะอาดกันหมดแล้ว
ผู้ฟังย่อมเกิดความสะเทือนใจ เพราะความสัมพันธ์เดิมระหว่างความคิด ภาษา กับโลกจริง ถูก “ฉีกขาด” ออก
จากนั้นจะทรง “ชี้” ความหมายใหม่ ว่าความสะอาดคืออะไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
*****
แต่พระพุทธเจ้า ไม่ทิ้งสิ่งที่ชุมชนยึดถืออย่างเหนียวแน่น เช่น “ความเป็นพรหม” “พราหมณ์” และ “พรหมจรรย์” หรือ “พรหมจารี” โดยใช้คำนี้บ่อยๆ ในการชี้ถึงเป้าหมายสูงสุด
เราจึงพบ “ความเป็นพรหม” อยู่มากมายในคำสอนทางพุทธ ทั้งๆที่จุดหมายสุดท้ายของพุทธไม่ใช่การพัฒนาไปสู่พรหม
แต่คำว่า “พรหม” เป็นวิธีที่เร็วที่สุด ในการเบี่ยงเบนความสนใจของชาวฮินดู มาสู่จุดหมายของพุทธ
หากคนฟังอยู่ในระดับที่ใกล้กับความเป็นพรหม พระพุทธเจ้าจะสอนและตีความอีก level หนึ่ง เพื่อชี้ทางที่จะ “เลี้ยว” ให้พ้นจากพรหม
*****
ในเชิงการสอน พระพุทธองค์ทรงสอนภิกษุว่า ภาชนะอย่างเดียวกัน ในถิ่นต่างๆมีชื่อเรียกไม่เหมือนกัน ทรงแจกแจงโดยละเอียดว่า ภาษาถิ่นเรียกภาชนะนี้ว่าอย่างไรบ้าง ภิกษุจำเป็นร้องรู้คำศํพท์เหล่านั้น (เข้าใจว่าหากไม่รู้ก็จะเป็นอุปสรรคในการสื่อสาร)
*****
สำหรับภาษาคน-ภาษาธรรม ถ้าท่านพุทธทาสกำลังเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ ในเวลานี้ เชื่อว่าชุดของคำศัพท์คงเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพการใช้ภาษาในปัจจุบัน
ปัญหาปรัชญาที่เกิดขึ้น และเป็นปัญหาทีท่านพุทธทาสถูกโจมตีอยู่เนืองๆ ก็คือว่า แล้วตัวความหมายจริงๆของคำว่า “นางฟ้า” คืออะไกันแน่? ความหมายที่แท้จรงินี้หาได้หรือไม่? หรือเราจะตีความหมายของถ้อยคำได้ตามชอบใจ? ประเด็นที่บางฝ่ายยกมาก็คือว่า ถ้าคำว่า “นางฟ้า” แปลว่า “พระธรรม” ได้ คำอะไรก็แปลเป็นอะไรก็ได้? เราคิดกันว่าอย่างไร?
พออ่านเรื่องที่อาจารย์โพสมานี้
ทำให้ผมดิดได้ว่า การที่จะรู้ความหมายของคำคำหนึ่ง
มีวิธีในการหาความหมายที่เด่นชัดอยู่ 2 วิธี คือ
1.ตีความจากความหมายของคำที่ผสมกันอยู่ในคำนั้นๆ แล้วเอามารวมกันเพื่อหาความหมาย
เช่นคำว่า “นางฟ้า” ถ้าแยกส่วนออกมาก็จะได้ว่า นาง + ฟ้า
ซึ่ง “นาง” ก็ให้ความหมายของความเป็นผู้หญิง
ส่วน “ฟ้า” ก็คือฟ้าข้างบนนู่น
เมื่อเอามารวมกัน ก็จะได้ความหมายของนางฟ้า ความหมายแรก คือ นางฟ้าตัวสวยๆที่อยู่บนสวรรค์วิมานนู่น
2.ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ หาความหมายโดยดูที่การใช้เลย เช่น คำว่านางฟ้า อาจจะหมายถึงกัญชา หรือยาเสพติดต่างๆ ที่เรียกว่านางฟ้าก็เพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้นในการซื้อขายแลกเปลี่ยน
แล้วทีนี้ ความหมายของคำว่านางฟ้าในภาษาธรรมจัดอยู่ในวิธีการหาความหมายข้อไหน
)
ผมมองว่า คำว่านางฟ้าในภาษาธรรมนั้น เอาลักษณะของความงาม ความเป็นที่น่าปรารถนา ที่มีอยู่ในคำว่านางฟ้ามาใช้ ประยุกค์เข้ากับธรรมในพุทธศาสนา กลายเป็นความหมายว่า ธรรมที่งดงาม น่าปรารถนา
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะจัดเข้าไปอยู่ในข้อไหน ที่แน่ๆก็คือ ต้องอยู่ในข้อที่ 2 เพราะเขียนอยู่ชัดเจนว่านางฟ้าหมายถึงอะไรในทางธรรม เราสามารถเอาคำๆนี้ไปใช้ในความหมายอย่างนี้ได้ แต่ทว่าความหมายในทางธรรมก็ได้เอาลักษณะที่เกิดจากการแยกส่วนมาใช้เหมือนกัน นั่นก็คือความงาม ความเป็นที่น่าปรารถนา ที่มีอยู่ในคำว่านางฟ้ามาด้วย แต่เลือกที่จะตัดความเป็นผู้หญิงในคำว่านางฟ้าทิ้งไป ( เพราะผิดศีล
จึงทำให้ผมไม่รู้ว่าจะจัดเข้าไปอยู่ในวิธีการหาความหมายประเภทไหน หรือว่าจะตั้งใหม่เป็นวิธีการหาความหมายข้อที่ 3
ว่า เป็นการเอาความหมายที่เกิดจากการแยกส่วนไปผสมรวมกับการใช้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ข้อสังเกตของผมที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนในการหาความหมายของคำหรือของภาษา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทั้ง 2หรือ3 ข้อ มีร่วมกันคือ การเข้าใจและยอมรับการใช้ร่วมกันในความหมายนั้นๆ ถ้าไม่มีเงื่อนไข 2 อันนี้ภาษาจะหมดประโยชน์ไปเลย
เช่น เมื่อพูดว่า นางฟ้าตกสวรรค์ ก็ต้องหมายถึง นางฟ้าน่ารักๆที่อยู่บนสวรรค์อย่างแน่นอน จะหมายถึง ธรรมอันงดงามน่าปรารถนาไปไม่ได้
ที่เราเข้าใจว่านางฟ้านี้ หมายถึงนางฟ้าน่ารักๆบนสวรรค์ได้เพราะเรายอมรับการใช้ และเราก็ได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจกันอยู่แล้วว่านางฟ้าคืออะไร
เพื่อเป็นการพิสูจน์ ผมจะเปลี่ยนคำว่านางฟ้าในประโยคเป็นคำอื่นๆ เช่น ง๊องแง๊งตกสวรรค์ และผมเสริมไปว่า ง๊องแง๊งคือ คำที่ใช้เรียกผู้หญิงน่ารักๆที่อยู่บนสวรรค์
และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนยอมรับว่าง๊องแง๊งสามารถใช้ได้ในความหมายเดียวกับนางฟ้า ผมก็สามารถใช้ง๊องแง๊งแทนนางฟ้าได้ทันที ง๊องแง๊งก็จะมีความหมายทันที
ถ้าไม่มีคนยอมรับว่าง๊องแง๊งมีความหมายเดียวกับนางฟ้า ง๊องแง๊งก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
เช่นเดียวกับ นางฟ้าที่ใช้แปลว่ายาเสพติด ยกตัวอย่าง เช่น จู่ๆมีคนพูดขึ้นมาว่า “เอานางฟ้าเม็ดนึง” ประโยคนี้จะแปลว่าอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่ตกลงกันก่อนว่านางฟ้าคืออะไร และไม่ยอมรับว่านางฟ้าคือสิ่งนั้น
และในทางเดียวกัน ถ้ากลุ่มทางธรรมะของพุทธ ไม่เข้าใจความหมายและยอมรับการใช้ที่ว่า นางฟ้าคือธรรมอันงดงามที่น่าปรารถนา ก็คงจะไม่เกิด หัวข้อ ภาษาคน-ภาษาธรรม ในเรื่องนางฟ้า ที่อาจารย์โพสมานี้
ทำให้ผมสงสัยต่อมาว่า หรือว่าภาษาจะเป็นแค่เรื่องของความเข้าใจและยอมรับร่วมกัน ว่าคำนี้แปลว่าอย่างนี้ คำนั้นแปลว่าอย่างนั้น ซึ่งถ้าภาษาเป็นแค่ข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
แล้วภาษาจะนำเราไปสู่ความจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะถ้าความจริงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือโลก ภาษาที่เกิดจากการพยายามตกลงร่วมกัน ให้เข้าใจตรงกัน จะเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่อยู่เหนือโลกเหล่านั้นได้อย่างไร
ลืมไปครับ aumeister คือ กฤษณพันธุ์ แย้มเกตุ นะครับ
ถ้าลองอธิบาย”ภาษาคน – ภาษาธรรม” แบบเกมภาษาจะช่วยท่านพุทธได้ไหม?
ในพุทธศาสนาจุดประสงค์ของการใช้ภาษาคือไม่ต้องการให้ไปยึดติดกับความหมายที่ถูกนิยามต่อสิ่งที่รองรับชื่อ เพราะท่านเห็นว่าตัววัตถุนั้นๆ จะต้องเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถระบุต่อไปได้ว่าชื่อดังกล่าวจะมันคงต่อวัตถุนั้นๆ ชื่อ คำ ต่างๆที่คนในสังคมใช้กันท่านเลยจัดให้อยู่”ภาษาคน”
ส่วน”ภาษาธรรม” ข้าพเจ้าเห็นว่าดูเหมือนเป็นอีกเกมหนึ่งที่ต่างกับเกม”ภาษาคน” เห็นได้ขัดเจนในพุทธฝ่ายมหายานที่โดยสำนัก เซน ที่ใช้ภาษาแบบขัดแย้งกับสามัญทั่วไปเสมอ ในที่สุดนำไปสู่การบรรลุธรรม (แบบเซน)
และในการสื่อสาร “ภาษาธรรม” เป็นไปได้ว่าอาจต้องเข้าไปเรียนรู้กฎของเกมด้วยการฝึกปฏิบัติพระธรรมคำสอน เราจึงจะสามารถสื่อสารภาษาธรรมได้
และดูเหมือนท่านพุทธทาสมักใช้ความหมายในเกมภาษาธรรม มาพูดอธิบายคำในเกมภาษาคนอยู่หรือไม่ จึงเกิดความสับสนกันไป เพราะคนทั่วไปไม่ได้อยู่ในเกมเดียวกันกับท่านพุทธทาส
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรสอนกฎในเกมภาษาธรรมก่อนดีกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วความหมายของคำต่างๆ จะถูกใช้แบบผิดความหมายในเกมภาษาคน
หรือท้ายที่สุดท่านพุทธทาสกลับสร้างเกมใหม่ของ “ภาษาคน – ภาษาธรรม” ด้วยตนท่านเอง โดยเป็นเกมการสอนธรรมของท่านเอง เพิ่มเข้าไปอีก (ไม่รู้งง? แล้ว ใครก็ได้ช่วยที)
ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านพุทธทาสเองก็เข้าใจคำว่า “นางฟ้า” และใช้ความหมายคำว่า “นางฟ้า” จากหลายเกมในเวลาพร้อมกัน และก็ไม่ผิดสักเกมในขณะที่สนทนาธรรมกับปุถุชน แล้วจะเกมไหน (เอ้างง?จัง ไปดีกว่า)
อีกแนวทางหนึ่งที่อาจทำให้เข้าใจท่านพุทธทาสได้ง่ายขึ้น คือมองว่าการใช้คำว่า “นางฟ้า” เพื่อหมายถึง “พระธรรม” นั้น เป็นการใช้คำอุปมา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘metaphor’ คำ metaphor คือคำที่ใช้เปรียบเทียบ เช่น บอกว่า “ตุ่มเดินได้” หมายถึงคนอ้วน เป็นต้น ลักษณะที่นางฟ้ามีที่พระธรรมมี ก็ได้แก่ “ความงาม” ทีนี้การใช้คำว่า “ความงาม” นี้ก็เป็น metaphor เหมือนกัน แต่เราจะไม่พิจารณาในตอนนี้ สมมติว่าพระธรรมมีความงามจริงๆ ก็ย่อมหมายความว่า พระธรรมมีคุณสมบัติเหมือนนางฟ้า ดังนั้น จึงไม่ผิดแต่ประการใดที่จะเรียกพระธรรมว่า “นางฟ้า” เช่นเดียวกับที่ไม่ผิดประการใด ที่จะเรียกคนอ้วนว่า “ตุ่มเดินได้” เพราะคนอ้วนรูปร่างเหมือนตุ่มนั่นเอง
คำตอบของประเด็นดังกล่าวอาจจะตอบกันได้สองแบบดคือ1. แบบ Wittgenstein 2. แบบ Heidegger คือหากตอบแบบ Wittgenstein ก็คือภาษาคนก็เป็นเกมภาษาหนึ่งที่คนทั่วๆไปเล่นกัน คือตกลงกันว่าความหมายต่างๆจะเป็นไปตามบริบทของสังคมในทางโลก ส่วนภาษาธรรมะก็เป็นอีกเกมภาษาหนึ่งซึ่งมีความหมายในทางโลกุตระ ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งสองเกมก็เป็นเพียงแค่เกมภาษา หรือเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่มนุษย์ตกลงยอมรับร่วมกันเท่านั้น
แนวคิดดังกล่าวของ Wittgenstein ที่ว่าด้วยการอธิบายภาษาธรรมกับภาษาคนว่าเป็นเกมภาษานั้นหากนำไปใช้อธิบายภาษาที่ใช้ไม่ว่าจะในพระสูตรของ พุทธ หรือ ฮินดู หรือ ภาษาที่ใช้กันในคัมภีร์ของ Judeo- Christianity ก็จะทำให้หลักคำสอนต่างๆเป็นเพียงแค่เกมหรือสิ่งสมมุติที่คนในแต่ล่ะศาสนาใช่ร่วมกัน (หมายถึงคนในแต่ล่ะศาสนาใช้ร่มกันในศาสนาของตนเท่านั้น) ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ว่าเกมภาษาธรรมของใครจะถูก เพราะแต่ล่ะศาสนาก็บอกว่าของตนนั้นเป็นสัจธรรมสูงสุด ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมภาษาที่คนในศาสนาสมมุติร่วมกัน
ในอีกแนวความคิดหากลองตอบคำถามในประเด็นดังกล่าวแบบ Heidegger ก็อาจจะได้ว่าการเข้าถึงสัจจะธรรมทางศาสนาเราอาจจะต้องอยู่เหนือเกมภาษา คือหากใช้ภาษาคน หรือภาษาธรรมดา อาจจะทำให้ไม่อาจเข้าถึงสัจจะธรรมทางศาสนาได้ และในขณะเดียวกันการเข้าถึงสัจจะธรรมทางศาสนาอาจจะต้องก้าวพ้นกรอบภาษาทางธรรมอีกเช่นกัน ซึ่งภาษาธรรมก็น่าจะมีหลายระดับเช่นในระดับจริยะศาสตร์ทั้งในเชิงประจักษ์หรือในเชิง ปัฏิบัติ และในเชิงหลักการบริสุทธ์ ไปจนถึงภาษาธรรมในระดับอภิปรัชญาและญาณวิทยาเป็นต้น ที่นี้สิ่งที่ Heidegger เสนอคือการเข้าถึงสัจจะธรรมนั้นสามารถทำได้โดยการอ่านบทกวี การฟังดนตรี หรือการอยู่กับธรรมชาติเป็นต้น ดังนั้นการที่ในทุกๆศาสนามีการใช้ภาษาธรรมในการพูดถึงนางฟ้าจริงๆแล้วเจตนาแรกเริ่มก็อาจจะเป็นอะไรที่คล้ายๆกับ Heidegger ที่ต้องการจะให้พ้นกรอบทั้งภาษาคนและภาษาธรรม (ที่ยังติดอยู่ในระดับจริยะศาสตร์ อภิปรัชญา และ ญาณวิทยา) ดังนั้นภาษาธรรมจึงต้องมีการนำคำศัพท์ที่อยู่ในวรรณคดีเช่นนางฟ้ามาใช้ด้วย บางครั้งการดำเนินเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในพระสูตร หรือ ในคัมภีร์อื่น เราอาจจะสัมผัสได้ถึงมิติแห่งความเป็นนิทาน และมีองค์ประกอบของเนื้อเรื่องที่คล้ายกับผลงานทางวรรณคดี เช่นมีตัวละคร มีเนื้อเรื่องเป็นต้น โดยสรุปหากพูดถึงหลักการในศาสนาโดยการใช้ภาษาคนก็อาจจะทำให้เราขาดมิติแห่งความศักดิ์ศิษย์ไป และในขณะเดียวกันหากเราใช้แต่ภาษาธรรมก็อาจจะ relate กลับมาหากลุ่มคนฟังที่เป็นปุถุชนธรรมดาได้ยาก ดังนั้นการนำมิติแห่งความเป็นนิทาน อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเชื่อมกลุ่มคนที่เป็นปุถุชนธรรมดาให้เข้าถึงหลักการบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการใช้ชีวิตโดยทั่วไป
“และในการสื่อสาร “ภาษาธรรม” เป็นไปได้ว่าอาจต้องเข้าไปเรียนรู้กฎของเกมด้วยการฝึกปฏิบัติพระธรรมคำสอน เราจึงจะสามารถสื่อสารภาษาธรรมได้ ”
ตรงนี้น่าสนใจครับ ในประเด็นเรื่องการฝึกนี้เราจะสามารถเข้าใจอะไรเช่นนั้น ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจริงหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็อาจเป็นไปว่ามันบวกเข้าไปเรื่อยๆ มันคล้ายกับการนำเอา”ภาษาธรรม” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกที่มันบวกเพิ่มได้ แล้วถ้าภาษาธรรมที่ว่าเป็นเพียงสัญญนั่นก็หมายความว่ามันต้องมีความสัมพันธ์กับอะไรบางอย่างที่ชี้ไปถึงความหมายในโลกแห่งธรรม มันสัมพันธ์กันได้อย่างไร ในขณะที่เราพยายามเอ่ยถึงโลกแห่งธรรมว่าเข้าถึงไม่ได้ด้วยวิธีปกติ ผมว่าก็ไม่น่าจะฝึกฝนให้เก่งและเข้าใจมากขึ้นได้ด้วยวิธีที่เหมือนกับการ “ออกกำลังกายมากๆแล้วจะแข็งแรงขึ้น” หรือ “เรียนรู้ข้อมูลมากๆแล้วคุณจะเก่งขึ้น” หรือ “ฝึกทำแบบฝึกหัดเยอะๆแล้วคุณจะเก่งในวิชานั้นๆ” จะกลายเป็นว่า การฝึกฝนทำให้เกิดความชำนาญ แล้ว”ภาษาธรรม” ที่ว่านั้นเป็นเช่นนั้นหรือ
ปล.ตัวอย่างที่ชัดมากเลยที่ผมเห็นคือ ชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง “อัจฉริยสร้างได้” มันสร้างได้แสดงว่ามันต้องเพิ่มได้ กลายเป็นว่า “อัจฉริย” กลายเป็นเพียงความชำนาญ
ผมตัดตอนข้อความ ภาษาคน-ภาษาธรรม จาก http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=2222
มาเพื่อความชัดเจนขึ้น ว่าท่านพุทธทาส “หมายความ” อย่างไร
*****
“ที่ท่านทั้งหลาย ส่วนมากไม่เข้าใจในธรรมะอันลึก ซึ่งแสดงอยู่แล้วเป็นอันมาก ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นอันมากก็ยังไม่เข้าใจเกิดความสงสัยขึ้นมา ข้อนี้เพราะเหตุไร ค้นไปค้นมาในที่สุดก็พบว่าเนื่องด้วยคนเราโดยมาก รู้แต่ภาษาธรรมดา คือภาษาชาวบ้านพูด หรือเรียกว่า “ภาษาคนธรรมดา” ไม่ค่อยจะรู้ “ภาษาของธรรมะ” และไม่เคยคิดว่ามีภาษาอีกภาษาหนึ่งซึ่งแตกต่างกัน แทบจะตรงกันข้ามหรือตรงกันข้ามก็มีนั้นเป็นภาษาธรรมะ
จงกำหนดจดจำไว้ให้ดีว่า ภาษาคนนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมะนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ภาษาคนก็คือภาษาโลกๆ ภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรมะ พูดกันอยู่ตามประสาคนที่ไม่รู้ธรรมะนี้เรียกว่าภาษาคน
ส่วนภาษาธรรมะนั้นเป็นภาษาที่ “คน” เหมือนกัน แต่ว่าได้เห็นธรรมะในส่วนลึก หรือเห็นธรรมะที่แท้จริง แล้วพูดไปด้วยความรู้สึกอันนั้นจึงเกิดเป็นภาษาธรรมะขึ้นมา ไม่เหมือนภาษาคน นี้เรียกว่าภาษาธรรมะ
ภาษาจึงมีอยู่เป็น 2 ภาษา คือ ”ภาษาของธรรมะ” อย่างหนึ่ง ”ภาษาของคน” อย่างหนึ่ง ภาษาคนนั้นเอาไปตามทางของวัตถุ ตามทางที่รู้สึกได้ตามคนธรรมดารู้สึก และอาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน ไม่ได้อาศัยธรรมะเป็นพื้นฐาน จึงพูดแต่เรื่องวัตถุ พูดแต่เรื่องโลก พูดแต่เรื่องทีเห็นได้ด้วยตาตามธรรมดาสามัญชน
ส่วนภาษาธรรมนั้น เป็นไปในทางนามธรรมที่ไม่เห็นตัว ไม่เนื่องด้วยวัตถุ ต้องมีปัญญาเห็นนามธรรมเหล่านั้นแล้ว จึงจะพูดเป็น และให้ความหมายเป็น
จึงพูดกันอยู่แต่ในหมู่ผู้เห็นธรรม นี้เป็นภาษาธรรมะภาษานามธรรมที่เหนือไปจากวัตถุ
ถ้าพูดอย่างภาษาสมัยใหม่นี้ก็จะพูดว่า เป็นภาษาทาง Physics ซึ่งอาศัยวัตถุเป็น Physical way of Speaking คือพูดไปตามแบบตามวิธีของฝ่าย Physics ทีนี้ที่ตรงกันข้ามนั้นเป็น Meta-physic คือนอกเหนือที่วิชา Physics จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ อย่างนี้เรียกว่า Meta- physics
มีวิธีพูดเป็น Meta- physics way of Speaking ของมันเอง ฉะนั้นเรียกสั้น ๆ ว่ามีภาษา Physics กับภาษาที่เหนือ Physics
ภาษา Physics ก็คือภาษาโลก ภาษาคนที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา ที่อาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน ส่วนภาษา Meta- physics ต้องอาศัยนามธรรมเป็นพื้นฐาน
ต้องเคยรู้ต้องเคยศึกษาต้องเคยเข้าใจ ไม่ต้องอาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน แต่อาศัยนามธรรมพวก abstract ต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน หวังว่าท่านคงจะเข้าใจ ในความแตกต่างของภาษาธรรมะขึ้นบ้างแล้ว
อาตมาจะชี้ต่อไปว่า เพราะรู้แต่ภาษาคนนี่เอง ไม่รู้ภาษาธรรมะ จึงฟังธรรมะแท้ ๆ ไม่เข้าใจ
คือธรรมะในชั้นสูง ธรรมะในชั้นโลกุตตระ ที่ดับทุกข์ได้จริงนั้น ฟังไม่เข้าใจ
เพราะรู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรมะ ทีนี้เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็น ก็ต้องยกมาทั้งภาษาคน และภาษาธรรม ควบคู่กันไปทีเดียว ขอให้สนใจในนิกเขปบทที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นว่า :
อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต (ผู้ที่เป็นบัณฑิตเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมถือเอาอรรถทั้งหลายทั้งสองได้)
อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวฺจฺจติ (เป็นคนฉลาดรู้พร้อมทั้งอรรถทั้งหลายแล้ว เขาก็เรียกว่าเป็นบัณฑิต)
นี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ที่จะใช้ในทางธรรมะชั้นสูงก็ได้ ชั้นต่ำก็ได้ แม้จะใช้กับเรื่องภาษาพูดก็ได้ เพราะมีคำจำกัดชัดอยู่ว่า อุโภ อตฺเถ ซึ่งความหมายทั้งสอง หรือซึ่งอรรถะได้ทั้งสองฝ่ายหรือสองอย่าง
ไม่ใช่ถือเอาได้แต่อย่างเดียว เช่นถือเอาแต่ความหมายในทางภาษาคนได้
แต่ไม่ถือเอาความหมายในทางภาษาธรรมได้
อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าไม่ใช่บัณฑิต ไม่ใช่คนฉลาด เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคนฉลาดต้องถือเอาอรรถะทั้งหลายได้ทั้งสองฝ่ายนั่นเอง เราต้องเป็นคนไม่ประมาท ขยันศึกษา ถือเอา อรรถะทั้งสองฝ่ายให้ได้ คือทั้งฝ่ายภาษาคนและฝ่ายภาษาธรรม ซึ่งจะได้เปรียบเทียบให้เห็นต่อไป ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีสักหน่อย
*****
คำว่า “นางฟ้า”
คำว่า “นางฟ้า” ภาษาคนก็หมายถึงนางฟ้าตัวสวย ๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่า “นางฟ้า”
แต่นางฟ้าในภาษาธรระนี้ กลับหมายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม แต่โดยที่แท้แล้ว ต้องเล็งถึงธรรมะทั่ว ๆ ไป ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย
เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในคำว่า พรหมจรรย์ นี้คือนางฟ้าในภาษาธรรมะเป็นที่ต้องการเป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษในพระพุทธ ศาสนา แม้แต่คำว่านางฟ้า ก็ยังมีความหมายแตกต่างกันอย่างนี้”
*****
ตามความเข้าใจของผม (Freddy) คำว่า “นางฟ้า” นั้น ท่านพุทธทาสหมายถึง “สิ่งที่บุรุษปรารถนา” ซึ่งบุรุษในโลก และบุรุษในธรรม ปรารถนา “เหมือนกัน” คือสิ่งที่มีความงาม แต่ “ความงาม” ที่ปรารถนานั้นมีลักษณะแตกต่างกัน “สิ่งที่มีความงาม” หรือนางฟ้านั้น จึงเป็นคนละสิ่งกัน
แต่ถ้า “นางฟ้า” หมายถึง ปรารถนาธรรมะ ในภาษาธรรม เพราะเปรียบ “นางฟ้า” เป็นความปรารถนาของสัตบุรุษ ก็ดูจะเป็นความปรารถนาที่ต่างกับความปรารถนาในธรรมะ เพราะความปรารถนาในนางฟ้า ส่วมมากมาจาก กิเลสกามนะ ซึ่งไม่ใช้ความปรารถนาในธรรมะแน่นอน
และถ้าจะเปรียบเทียบ “นางฟ้า” ดังธรรมะ ก็ยังดูเหมือนเป็นการเปรียบที่ตามอำเภอใจไปหรือไม่ เพราะ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นความคล้ายกันของ “นางฟ้า” กับ “ธรรมะ” เลย เนื่องจาก ธรรมะยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีประสบการณ์แบบสามัญได้ จึงยากมากที่จะให้เข้าใจว่า นางฟ้า มีความหมายในทางเปรียบเทียบคือ ธรรมะ เมื่อพูดคำว่านางฟ้าขึ้นมา
ภาษาคนใช้สื่อสารกันโดยที่ยังถือว่ามีคน มีตัว มีตน อยู่
ภาษาธรรมใช้สื่อสารกันอย่างที่มองเห็นว่าแท้จริงไม่มีตัวตนอยู่
นางฟ้าที่พูดถึงจึงมิใช่นางฟ้าที่มีตัวตนลอยอยู่บนนภา
แต่หมายถึงความงามของพระธรรม
ในพระไตรปิฏกยังกล่าวไว้ว่าพระธรรมนั้นทั้งงามทั้งหอม
(แน่นอน…ไม่ได้เป็นงามและหอมอย่างภาษาคน)
ส่วนภาษาจะสื่อไปถึงความจริงได้หรือไม่นั้น
เท่าที่ศึกษางานของพุทธทาสฯคิดว่าไม่ได้
เพราะเมื่อใดที่เราไปชี้หรือกล่าวถึงความจริง
มันจะไม่ใช่ความจริงเพราะเรากล่าวอย่างมีตัวมีตน
ยังมองไม่เห็นกระแสของปฎิจจสมุปบาท
(อีกแง่หนึ่ง ท่านตั้งข้อสังเกตว่าภาษาส่วนใหญ่เช่นภาษาไทยนั้นเป็นภาษาแห่งความมีตัวมีตน ดังนั้น เมื่อเราใช้ภาษาเป็นเครื่องมือคิด เราจึงหนีความมีตัวตนนี้ไม่ได้)
เว้นเสียแต่เรามองเห็นธรรม (ในแง่หนึ่งคือความจริง)
ผู้เห็นธรรมจึงคุยกันในอีกภาษาหนึ่ง
หรืออาจจะพูดคุยโดยไม่พูดอะไรเลย
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอนัตตา
อย่างที่จวงจื้อรำพึงว่า เขาจะหาคนที่มาคุยกับเขาโดยที่ไม่ปริปากสักคำได้ไหมหนอ
ชอบแล้วครับ อนุโมทนาครับ …/|\…