เรื่องความหมายในแง่ที่เป็นความหมายของสิ่งที่เป็ยอย่างๆ หรือเป็นเฉพาะตัว ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงปรัชญากรีกยุค pre-socratic ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูห่างไกลจากปรัชญาภาษาที่เราเรียนกันหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าอยากจะพูดไว้เพราะผมคิดว่านาสนใจดี
ซึ่งมันเกี่ยวกับคำว่า ความหมาย ที่ใช้อธิบายอะไรเป็นอย่างๆ อย่าเช่นในบทที่ 3เกี่ยวกับ Definite Description ซึ่งเป็นคำบรรยายเจาะจงตัว ในด้านที่ใช้ความหมายหลายๆคาวมหมายมาบรรยายสิ่ง 1 สิ่งอาจจะฟังดูไม่ยากเพราะ สิ่ง 1 สิ่งอาจจะมีหลายๆ part ที่เราสามารถชี้ความหมายรวมๆกันเจาะจงไปถึงสิ่งหนึ่งสิ่งได้ ดังเช่นตัวอย่างนิสิตจุฬา ปริญญาโท ภาควิชาปรัชญา จบจากศิลปากรและเป็นผู้หญิง ที่อ.ได้ยกตัวอย่างในคลาสซึ่งเจาะจงไปถึงสิ่งหนึ่งสิ่งเป็นสิ่งเดียวกัน แบบนี้ไม่น่ามีปัญหาเท่าไหร่และไม่น่ายาก
แต่ในอีกทางหนึ่ง คำหนึ่งคำ หรืออาจพูดได้ว่า ความหมาย 1 อย่าง จะมีความหมายบ่งถึงสิ่งหลายสิ่งหรือเปล่า ก่อนอื่นผมจะยกตัวอย่างถึงสิ่งที่ ไม่ใช่แบบที่ผมกำลังจะกล่าว คือถามว่า definite description ทำไมต้องใช้ตั้งหลายความหมาย เช่น 1.นิสิตจุฬา 2.ปริญญาโท(นิตสิตปริญญาโท) 3.ภาควิชาปรัชญา 4.(นิสิต)ที่จบจากศิลปากร เป็นต้น มาบรรยายถึงสิ่ง 1 สิ่ง ถ้าเราพูดแค่ “นิสิตจุฬา” มันทำให้เกิดความสำสนเพราะไม่รู้หมายถึงใคร พูดถึง “นิสิตปริญญาโท” เฉยๆก็ไม่รู้หมายถึงใคร หรืออย่างอื่นๆเช่น พูดว่า “แปรงลบกระดาน” มันก็มีตั้งเยอะ แบบนี้ฟังดูใกล้เคียงว่าคำ 1 คำมีหลายความหมายหรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่ใช่ แปรงลบกระดานก็คือแปรงลบกระดานนั่นแหละ ถ้าพูดว่า “แปรงลบกระดาน” มันก็หมายถึง แปรงลบกระดานอันใดอันหนึ่ง จะเป็นคนละอันก็ยังเป็นแปรงลบกระดานไม่ต่างกันแค่เป็นคนละอัน สรุปว่ามันไม่ได้มีหลายความหมายใน1 คำและไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึง
กลับมาที่ปัญหาของ คำ 1 คำที่อาจมีความหมายมากกว่า 1 อย่าง ซึ่งในปัจจุบันเราไม่มีปัญหา เราคุ้นเคยกับคำแบบนี้ดี เช่นภาษาอังกฤษคำว่า to “be” เวลาเราพูดว่า The bag is. เราเข้าใจว่าหมายถึงมีกระเป๋าอยู่ แต่เวลาเราพูดว่า The bag is black. ดูเหมือนว่ามันจะพูดกันคนละเรื่องเพราะอย่างหลังเราเพียงแต่บอกว่า กระเป๋ามีสีดำ (ไม่ได้ระบุว่ากระเป๋าไหน อาจจะกระเป๋าของเรา กระเป๋าของใคร หรือกระเป๋าที่อยู่ตรงหน้า) นอกจากนี้ยังมีการใช้ในทางอื่นๆเช่น This bag is Prof. Soraj’s bag. คือเราบอกว่านี่คือกระเป๋าของ อ.โสรัจจ์ วิธีใช้ในปัจจุบันมันไม่แปลก แต่อย่างที่เรารู้ เพื่อนนิสิตหลายคนเรียนปรัชญามาคงรู้ว่าคำว่า to be คำนี้ หรือ being นี้มีปัญหามาก
ปัญหาของความหมายของมันที่ผมจะพุดถึงคือปัญญาในยุคปรัชญาของ Parmenides ซึ่งสอนลูกศิษย์ว่า Primary substance ของโลกคือ Being หรือคือการมีอยู่ ปรัชญานี้ค่อนข้างเถียงโดยตรงกับปรัชญาของ Heraclitus ซึ่งเชื่อใน ความเปลี่ยนแปลง หรือ Motion (ผมขอละรายละเอียดส่วนนี้ไว้ในฐานที่เข้าใจ) แต่ Parmenides ไม่เชื่ออย่างนั้น
ปัญหานี้เกิดจากวัฒนธรรมกรีกสมัยโบราณที่พัฒนาการทางภาษายังไม่เท่ากับพวกเราในยุคนี้ สมัยกันมันเข้าใจยากที่คำว่า to be หรือการมอยู่นั้น(the existence) จะมีมากกว่า1ความหมาย หรือเปลี่ยนไปเสมอแบบที่ Heraclitus ประกาศ สำหรับ Parmenides นั้นแก่นแท้ของโลกคือการมีอยู่ คือ Being ซึ่งเป็น Being ที่ครอบคลุมไปทั้งจักรวาล และครอบโลกของเราไว้อยู่ด้วย การที่ Heraclitusบอกว่าโลกเปลี่ยนแปลง ไฟเปลี่ยนเป็นลม เป็นน้ำ เป็นดิน มันพิลึก ไฟอย่างเดียวมีหลายอย่างไม่ได้
ทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับตรงที่ว่า คำ 1 คำ มีได้แค่ 1 ความหมาย จะมีหลายความหมายไม่ได้ เพราะสำหรับภาษากรีกตามยุคของ Parmenides สิ่งที่ Being มันก็ยัง Being อยู่เท่านั้น การไปพูดแบบ Heraclitus ว่ามันเปลี่ยนเสมอนั้นไม่ได้ โดยจังหวะของการเปลี่ยนที่ผมคิดว่าเป็นความเข้าใจของ Parmenides มันคือเวลาสิ่งหนึ่งจะเปลี่ยนไป มันต้องมีจังหวะของ ช่วงที่ไม่มีเข้ามาก่อน สำหรับ Heraclitus ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ น้ำในแม่น้ำไหลไปเรื่อยๆเราไม่มีทางย่ำลงไปในแม่น้ำสายเดิมได้เพราะแม่น้ำสายที่เราย่ำไปเมื่อกี๊นี้มันไหลไปแล้ว ตัวเราเองก็เช่นกันร่างกายเราวินาทีนี้ ก็เป็นคนละร่างกายกับเมื่อสักครู่เพราะตอนนี้แก่กว่าเมื่อกี๊แล้ว ผ่านไป1ปีอวัยวะบางอย่างก็เสื่อมลงจริงๆแล้วมันเปลี่ยนไปเป็นคนละอย่าง เราในตอนเด็กก็เป็นอีกคนกับในตอนนี้ เป็นต้น แต่สำหรับ Parmenides มันเป็นไปไม่ได้ Parmenides ไม่ได้ตระหนักถึงลักษณะของ Becoming สำหรับ Parmenides แล้วสิ่งที่มีอยู่มันก็มีอยู่ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์
ต้นไม้ต้นหนึ่งตอนมันงอกมันก็ดูเขียวสด พอมันโตต้นมันก็ใหญ่และเขียวสดมากขึ้น ต่อทว่ามันแก่เหี่ยวลงมันก็คือต้นไม้ต้นเดิม และต่อให้มันตายหายไปแล้ว เวลาเราพูดถึงต้นไม้ต้นนี้ มันก็ยังคือต้นไม้ต้นนี้อยู่ นี่คือ Being ที่แทรกซึมอยู่ในต้นไม้ต้นนี้ มันไม่ใช่แค่ความเป็นต้นไม้ต้นนี้ แต่มันคือการมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ต้นไม้ต้นนี้มีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะมันคือต้นไม้ต้นนี้
ดูเหมือน Being ในสมัยนั้นและที่ผมคิดว่าเป็นความคิดของ Parmenides คือ การมีอยู่มันเป็น predicate หนึ่งของสิ่งต่างๆ และมันมีอยู่เสมอไม่มีตอนที่ “ไม่มี” เวลาผมเดินจากพิกัด A ไป B ถ้าอธิบายแบบ Heraclitus สำหรับ Parmenides แล้วใช้ไม่ได้ ผมเดิมที่อยู่ในพิกัด A เมื่อสักครู่ ตอนนี้มาอยู่ที่พิกัด B แสดงว่าผมที่ พิกัด A หายไป แล้วหายไปไหน แล้วที่พิกัด B ตอนแรกไม่มีผมอยู่ เป็น nothing เป็น void แต่ตอนนี้มีผมอยู่ที่พิกัด B แล้วผมมาจากไหน (อย่าลืมว่าไม่มีการมอง Becoming) มันเป็นปัญหาของคำ เป็นปัญหาของความหมาย ตรงที่เป็น nothing มันไม่มีอะไรเลยแล้วอยู่ๆมันเป็น things ได้อย่างไร มันมีผมขึ้นมาที่พิกัด B ได้อย่างไร ผมที่พิกัด A หายไปไหน ดังนั้นผมต้อง Being อยู่เสมอไม่มีแตกดับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงแบบ Heraclitus เป็นไปไม่ได้ Being ของผมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ Being ของ things หรือสิ่งต่างๆในโลกเปลี่ยนแปลงไม่ได้ Being มันคือการคงอยู่การมีอยู่ไม่สูญสลายเท่านั้น
จะเห็นว่าการถกเถียงในสมัยก่อนปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการเข้าใจผิด หรือการให้ความหมายไม่ตรงกัน สิ่งที่ผมอยากจะสรุปคือ เรื่องของความหมาย และการเข้าใจความหมาย ดังปรัชญาภาษาตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางที อาจารย์อ่าน paper นิสิตก็อาจจะเข้าใจไปคนละความหมายกับที่นิสิตต้องการสื่อ การถกเถียงกันเรื่องความหมายและหาข้อสรุปของความหมาย โดยเฉพาะคำแปลกๆ หรือคำที่มีมากกว่า 1 ความหมาย หรือการตีความความหมายโดยปรัชญาภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ประเด็นของ Heraclitus อยู่ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถจับเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เลย เพราะไม่อาจจับอะไรที่เป็น “ตัว” ของสิ่งนั้นได้
เช่นเดียวกับของ Parmenides ก็คือว่า สิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน (เช่นแปรงลบกระดานสองอัน) ไม่มีอยู่จริง เพราะทุกอย่างเป็นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
เอาเข้าจริงๆ Heraclitus กับ Parmenides ไม่ได้คิดต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่มองกันคนละแง่
เรื่องพวกนี้เกี่ยวกับภาษาโดยตรง เพราะถ้าหากเรามองโลกแบบของ Heraclitus และ Parmenides ภาษาก็จับอะไรไม่ได้เลย เพราะทั้งการมองแบบไม่มี “ตัว” หรือมองแบบทุกอย่างเป็น “ตัว” เดียวกันหมด ก็ไม่อาจทำให้เราสร้าง ‘concept’ ขึ้นมาเป็นความหมายของคำได้
เรื่อง Being กับความหมายกับ “เอกลักษณ์” (หรือ “อัตลักษณ์” – identity) เป็นเรื่องใหญ่มากๆ เอาไว้เราจะพยายามคุยเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ
เรื่องคำบรรยายเจาะจงตัว(definite description) เป็นเรื่องของ ข้อความที่จะบ่งถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เรื่องความหมายของคำว่า to be ที่ว่ามี
is of existence(ที่จริงในข้อความที่ยกมาจะบอกว่า มีกระเป๋าอยู่ is of existence น่าจะใช้คำว่า there is a bagน่าจะเข้าใจง่ายกว่า)
is of predicate(property) the bag is black
และ is of identity ที่มีการใช้ได้หลายอย่าง แต่มันก็เข้าใจความหมายได้ด้วยบริบทที่มันถูกใช้ ความหลากหลายของความหมายจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาซะทีเดียว(ส่วนปัญหา being ยกไว้อีกเรื่อง)
ที่จะพูดก็คือเรื่องความหมายในประเด็นคำบรรยายเจาะจงตัว
กับเรื่องการมีหลายความหมายของBeingเกี่ยวข้องกับปรัชญาภาษา
ในแง่ที่ต้องทำความหมายให้ชัดแต่มันไม่ได้เป็นประเด็นเดียวกันเสียทีเดียว
คือจริงอยู่ที่ว่าเขียนไปๆแล้วมันออกทะเล ;p จนต้องให้อ.ช่วยจับความใน comment ที่1 แต่ถ้าพูดถึงที่ทับทิมบอก ผมได้เขียนไปแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงแม้มันจะดูคล้าย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทับทิมจะบอกว่ามันไม่ใช่ประเด็นเดียวกันซะทีเดียวครับ