ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นคนมาเรียนปรัชญา นั่นแสดงว่าเขาเห็นความสำคัญของการคิด และการหาความหมายให้แก่ชีวิต ไม่ว่าแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญา หรือการหาคำตอบให้แก่ปัญหาปรัชญา หรือแม้แต่การกำหนดว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นปัญหาปรัชญาจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนได้แก่ มูลเหตุจูงใจที่ดึงดูดผู้คนมาสู่ปรัชญา เหตุจูงใจนี้ก็ได้แก่ ความต้องการที่จะพบกับคำตอบนั่นเอง
การมีความต้องการค้นหาและค้นพบคำตอบ จะต้องมีการสำนึกว่ามีปัญหามาก่อน หากคุณมองไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไร คุณก็ย่อมมองไม่เห็นว่า จะต้องหาคำตอบไปทำไม ทีนี้ เมื่อมาเรียนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เรามาเรียนความคิดของคนเป็นจำนวนมาก แต่เราต้องไม่ลืมว่า นั่นเป็นคำตอบที่มีคนเคยคิด เคยเสนอไว้เท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ แล้วตัวเราเองคิดอย่างไร หากไม่มีตรงนี้ การเรียนปรัชญาก็จะไม่ต่างอะไรจากการท่องจำ แล้วก็เลียนแบบความคิดของคนอื่นๆเท่านั้น
ทั้งนี้มิได้หมายความว่า การเรียนความคิดกับคำตอบของคนอื่นๆไม่สำคัญ เรายังต้องเรียนความคิดของนักปรัชญาเช่นเพลโตกับอริสโตเติล กับคนอื่นๆอยู่ แต่นั่นเป็นเพียงบันไดว่า เรื่องนี้มีคนเคยคิดไว้อย่างไรเท่านั้น และที่สำคัญมากๆก็คือว่า เรามองเห็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เพลโตหรืออริสโตเติล หรือนักปรัชญาคนอื่นๆ คิดหาคำตอบอันเป็นระบบของเขาขึ้นมา
แรงจูงใจนี้ก็คือ ความปรารถนาจะหาคำตอบว่า “แล้วจริงๆมันเป็นอย่างไร?” นี่คือหัวใจ แรงจูงใจของการเรียน การคิดค้นปรัชญา เราต้องการหาว่า ในความเป็นจริงเรื่องราวมันเป็นอย่างไร มันมีความหมายอย่างไร เวลาเรียนปรัชญา เรามักพบกับความคิดของใครต่อใคร แต่ถ้าหากว่าเราไม่สนใจว่า ที่นักปรัชญาคนอื่นๆพูดมา เสนอมานั้น เป็นความจริงหรือไม่ เราก็ไม่อาจเรียกตนเองได้ว่าเป็นนักศึกษาปรัชญาได้เลย การตอบว่า “จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร?” ก็คือว่า นักปรัชญาเป็นผู้แสวงหาความจริง ไม่มีอะไรนอกจากความจริง ไม่ใช่ชื่อเสียง หรือการพูดวกไปวนมาให้คนงง ไม่ใช่การสรุปว่าคนนู้นคิดอย่างนั้น คนนั้นคิดอย่างนี้ แต่เราต้องเข้าใจความหมายของปัญหา แล้วสงสัยว่าจริงๆแล้วคำตอบมันเป็นอย่างไรแน่

อ่านแล้วผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าปรัชญาคืออะไร
แต่ที่ผมสนใจเกี่ยวกับปรัชญาเพราะคิดว่า
เอาไปใช้กับการถ่ายภาพ ในด้านแนวคิด มุมมอง การสื่อความหมาย
ไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดที่ถูกต้องรึเปล่า
ยังไงรบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
^.^
พูดง่ายๆคือว่า ปรัชญาเป็นความพยายามในการตอบปัญหาที่ยังไม่ลงตัว ซึ่งมีหลายสาเหตุว่าทำไมไม่ลงตัว
ปรัชญากับการถ่ายภาพเป็นเรื่องน่าสนใจ คุณลองสนใจเฉพาะแต่การถ่ายภาพ โดยไม่ต้องคิดว่าจะเกี่ยวกับปรัชญายังไง แล้วภาพอาจจะออกมามีความหมายมากๆก็ได้
เรียน อ.โสรัจจ์ ผมเองเป็นนักศึกษาปรัชญา ในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๓ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผมมีปัญหารบกวนให้ อาจารย์ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ
เนื่องจากว่า มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ผมรู้สึกสั่นคลอนในการเรียนปรัชญา เรื่องมีอยู่ว่า ในขณะที่ผมกำลังนั่งเรียนวิชา ปรัชญาศาสนา(Philosophy of Religion) ผมเข้าใจมาตลอดว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ของวิชานี้ เกี่ยวข้องกับ Theleology คือศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นหลัก แต่ทำไมอาจารย์ถึงได้นำเอาพระพุทธศาสนามาบรรยาย ร่วมด้วย ในเรื่องของ miracle โดยส่วนตัวผมเห็นว่า พุทธศาสนาไม่อยู่ในฐานะที่เป็น Religion ถ้าเป็นก็เป็นเพียง Religion หนึ่งที่มีศาสนิกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ตรงกับความหมายของReligion ที่มีความหมายสัมพันธ์กับ God
ผมเองรู้สึกหนักใจ จนเลยเถิดไปถึง คำว่า Philosophy ซึ่งผมเองก็ทราบมาแล้วหลายครั้งว่า มีความหมายไม่ตรงกันมากนัก หรือบางครั้งท่านอาจารย์ กีรติ บุญเจือ ก็กล่าวว่า ไม่ตรงกันเลย กับคำว่า ปรัชญา
ผมเองชักสงสัยว่า การศึกษาปรัชญาในประเทศไทย จะเป็นเหมือนนานาประเทศหรือไม่ ในเมื่อการบัญญัติศัพท์นี้ ผิดพลาด ถึงแม้ว่า เราจะกล่าวว่า เราศึกษา philosophy ในแง่ที่เป็นความคิดตะวันตก แต่ในเวลาที่ผมเรียนอยู่ ผมก็เห็นได้ชัดเลยว่า มันผสมปนเปกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาอย่างเช่น ปรัชญาตะวันออก ปรัชญาจีน พุทธปรัชญา ผมเลยสับสนว่า ตกลงผมเรียน Philosophy หรือเรียนปรัชญา กันแน่
หรือเรียนทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน ผมเองชักสงสัย และหนักใจขึ้นเรื่อยๆ
จึงอยากจะให้ อาจารย์ช่วยแสดงความคิดเห็นต่อผมด้วยครับ
คำว่า “ปรัชญา” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “ปฺรชฺญา” แปลว่า “ความรู้” ตรงกับภาษาบาลีว่า “ปญฺญา” ส่วน “philosophy” มาจากศัพท์ภาษากรีกสองคำคือ “philos” แปลว่า “รัก” กับ “sophia” แปลว่า “ปัญญา” หรือ “ความรู้” ดังนั้นตามรากศัพท์สองคำนี้จึงมีความหมายไม่ตรงกัน
แต่นั่นไม่ควรจะทำให้เรามองปรัชญากับ philosophy ว่าแตกต่างกัน เพราะมีการบัญญัติว่าวิชา philosophy ให้เรียกว่า “ปรัชญา” ในภาษาไทย ส่วนรากศัพท์จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การบัญญัติก็เหมือนกับการตั้งชื่อนั่นแหละ คนบางคนตัวผอม แต่ชื่อว่า “อ้วน” ก็มี ก็เหมือนปรัชญากับ philosophy
ผมโพสคำถามของคุณให้กลุ่มสนทนาปรัชญาใน Hi5 แล้ว คิดว่าคงมีคนมาตอบ ถ้าเขาไม่ตอบที่นี้ คุณก็คงต้องตามไปดูใน Hi5 คุณไปที่ Hi5 แล้วไปที่กลุ่ม Philosophy Chulalongkorn ได้เลย
มาตอบค่ะ (แอบดีใจที่ยังจำpasswordได้อยู่อิอิ) รู้ข้อมูลมาจากไฮไฟล์ค่ะ
สองคำนี้ “ปรัชญา” และ “philosophy” เป็นคำเดียวกันนี้ค่ะเพียงแต่แปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพียงแต่sense อาจไม่ได้ตรงกันเท่านั้น (เป็นปัญหาการแปลอยู่แล้ว)แต่ปัญหาของน้อง ธีรวุฒิ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องคำศัพท์นะคะ เป็นเรื่องแนวทางการเรียนปรัชญามากกว่า ถ้าโดยconcept ของการเรียนปรัชญามันก็ว่าด้วยความรู้ (ความหมายแบบกว้าง)คือทำไมน้องถึงคิดว่า “ปรัชญา” ต่างจาก “philosophy” (ยกเว้นเรื่องการแปลนะค่ะ) เป็นคำถามนะคะ
ขอแยกตอบเป็นสองส่วนนะครับ
ส่วนแรกก็คือแก้ปัญหาความสั่นคลอน อีกส่วนนึงก็เครื่องความหมายของคำว่าปรัชญา
เรื่องความสั่นคลอนที่ไม่แน่ใจว่าปรัชญาที่เรียนอยู่คืออะไรแน่และไม่
ตอบแบบ practical เลยนะ เท่าที่ผมรู้จักคนเรียนปรัชญามา เวลาพูดว่า “ชอบปรัชญา”
มันก็เป็นคำพูดกว้างๆ เราก็มักจะคุยกันว่าสนใจสาขาไหนของปรัชญา
ถ้าเราไม่ยึดมั่นกับคำว่า “ปรัชญา” มากนักเราก็สามารถสนใจประเด็นปัญหาต่างๆได้
เช่น สนใจศาสนาพุทธ ก็ไม่ต้องคิดมากก็ได้ว่า ศาสนาพุทธไปด้วยกันได้กับ Theology หรือไม่ (แต่จะว่ากันจริงๆแล้ว philosophy of religion ก็ไม่จำกัดอยู่แค่ Theism นะ)
สนใจปรัชญาการเมืองก็มุ่งไปที่คำถามว่า ความยุติธรรมในสังคมหรือรัฐคืออะไรเลยก็ได้
ฟังดูเหมือนไม่มีคำตอบว่าปรัชญาคืออะไร แต่อย่างน้อยที่สุด”ปรัชญา” หรือ”philosophy” ก็คือวิชาที่ตอบคำถามต่างๆ ไง
ดังนั้นไม่ต้องจริงจังมากกับกับความหมายของคำที่เหลื่อมล้ำกันมากมายก็ได้
การแปลคำว่า Philosophy ให้ได้ตรงนัยยะความหมายในภาษาไทย ก็ไม่ได้ทำให้เราได้คำตอบเกี่ยวกับ Metaphysic หรือ Ethic นะ
+++++++++++++
ส่วนประเด็นที่ว่า ความหมายมันแปลไม่เหมือนกัน ก็เห็นด้วย(คุ้นๆว่ากระทู้ก่อนๆก็เคยพูดถึง)
แต่คำแปลมันก็เป็นเหมือนชื่อนั่นและ สิ่งที่ถูกเรียกชื่อมันก็ไม่ต่างกัน
แขกที่เค้าเขียนหนังสือปรัชญา(ยกตัวอย่างคนอิเดียเพราะเค้าเป็นเจ้าของคำว่า ปรัชญา) เค้าก็เขียน หนังสือในประเด็นเดียวกันกับฝรั่งนั่นแหละ
ความรู้คืออะไร ภาษาคืออะไร แต่บางที่ก็อาจจะมีลักษณะเฉพาะบ้าง ที่ใช้ความรู้จากพระเวทมาตอบ
อีกอย่างนึงก็คือ น้องเค้าเริ่มจากการไปคิดว่า “ถึงแม้ว่า เราจะกล่าวว่า เราศึกษา philosophy ในแง่ที่เป็นความคิดตะวันตก ”
ไม่มีใครกล่าวแบบนั้นหรอกนอกเสียจากจะสนใจปรัชญาตะวันตก
ปัญหาทางปรัชญามันมีทั่วทุกมุมโลกนั่นแหละ และก็มีคำตอบได้ไม่เหมือนกันด้วย
เราเป็นคนไทยเรายังถกเถียงเชิงปรัชญาได้เลย
ที่อ่านนักคิดตะวันตกมันก็เป็นแค่การร่วมคุยหรือไปศึกษาคนที่เคยตอบปัญหาที่เราสนใจแค่นั้น
การศึกษาคนที่คิดมาก่อนมันก็สำคัญเพราะเรราอาจจะคิดเหมือนคำตอบที่เคยมีคนพูดมาแล้วหรือคนอื่นอาจจะตอบได้ดีกว่าเราก็ได้
…………
ถ้าอ่านแล้ว งง ก็จะสรุปสั้นๆว่า อย่าไปยึดติดกับคำว่าปรัชญาหรือ philosophy มากนัก
คำนั้นมันเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่าการพยายามหาความหมายของคำว่าปรัชญาซะอีก
คุณธีรวุฒิถามว่า เรียนปรัชญาในประเทศไทยเหมือนกับในต่างประเทศหรือเปล่า ผมตอบได้เลยว่าถ้าดูเรื่องเนื้อหากับหลักสูตรแล้ว เหมือนกันเพราะผมเคยไปสอนต่างประเทศมา ต่างกันเพียงแต่ภาษาที่ใช้สอนเท่านั้นเอง แต่หากจะดูในรายละเอียดลึกลงไป ก็ต้องดูอาจารย์ที่สอน ซึ่งปรัชญาเป็นวิชาที่เน้นหนักเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้นคนหนึ่งสอนกับอีกคนหนึ่งสอนจะต่างกันได้มาก แม้ว่าจะสอนเรื่องเดียวกัน