ใครที่สนใจอ่านความคิดของผมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ (โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา) ลองเข้าไปดูในบล๊อกส่วนตัวของผมที่นี่
http://soraj.wordpress.com/
Archive for มิถุนายน 9th, 2008
บล๊อก
Posted in Personal, แท็ก ความคิด, บล๊อก, พระพุทธศาสนา on 9 มิถุนายน 2008 | Leave a Comment »
มูลเหตุจูงใจของการเรียนปรัชญา
Posted in Introduction, แท็ก การเรียนปรัชญา, ความจริง, ทรรศนะ, ปรัชญา, แรงจูงใจ on 9 มิถุนายน 2008 | 7 Comments »
ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นคนมาเรียนปรัชญา นั่นแสดงว่าเขาเห็นความสำคัญของการคิด และการหาความหมายให้แก่ชีวิต ไม่ว่าแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญา หรือการหาคำตอบให้แก่ปัญหาปรัชญา หรือแม้แต่การกำหนดว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นปัญหาปรัชญาจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนได้แก่ มูลเหตุจูงใจที่ดึงดูดผู้คนมาสู่ปรัชญา เหตุจูงใจนี้ก็ได้แก่ ความต้องการที่จะพบกับคำตอบนั่นเอง
การมีความต้องการค้นหาและค้นพบคำตอบ จะต้องมีการสำนึกว่ามีปัญหามาก่อน หากคุณมองไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไร คุณก็ย่อมมองไม่เห็นว่า จะต้องหาคำตอบไปทำไม ทีนี้ เมื่อมาเรียนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เรามาเรียนความคิดของคนเป็นจำนวนมาก แต่เราต้องไม่ลืมว่า นั่นเป็นคำตอบที่มีคนเคยคิด เคยเสนอไว้เท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ แล้วตัวเราเองคิดอย่างไร หากไม่มีตรงนี้ การเรียนปรัชญาก็จะไม่ต่างอะไรจากการท่องจำ แล้วก็เลียนแบบความคิดของคนอื่นๆเท่านั้น
ทั้งนี้มิได้หมายความว่า การเรียนความคิดกับคำตอบของคนอื่นๆไม่สำคัญ เรายังต้องเรียนความคิดของนักปรัชญาเช่นเพลโตกับอริสโตเติล กับคนอื่นๆอยู่ แต่นั่นเป็นเพียงบันไดว่า เรื่องนี้มีคนเคยคิดไว้อย่างไรเท่านั้น และที่สำคัญมากๆก็คือว่า เรามองเห็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เพลโตหรืออริสโตเติล หรือนักปรัชญาคนอื่นๆ คิดหาคำตอบอันเป็นระบบของเขาขึ้นมา
แรงจูงใจนี้ก็คือ ความปรารถนาจะหาคำตอบว่า “แล้วจริงๆมันเป็นอย่างไร?” นี่คือหัวใจ แรงจูงใจของการเรียน การคิดค้นปรัชญา เราต้องการหาว่า ในความเป็นจริงเรื่องราวมันเป็นอย่างไร มันมีความหมายอย่างไร เวลาเรียนปรัชญา เรามักพบกับความคิดของใครต่อใคร แต่ถ้าหากว่าเราไม่สนใจว่า ที่นักปรัชญาคนอื่นๆพูดมา เสนอมานั้น เป็นความจริงหรือไม่ เราก็ไม่อาจเรียกตนเองได้ว่าเป็นนักศึกษาปรัชญาได้เลย การตอบว่า “จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร?” ก็คือว่า [...]
ปรัชญาภาษาศึกษาอะไร?
Posted in Introduction, แท็ก ความหมาย, ปรัชญา, ปรัชญาวิเคราะห์, ภาษา, อริสโตเติล, เพลโต on 9 มิถุนายน 2008 | 1 ความคิดเห็น »
นิสิตที่เรียนวิชาปรัชญาคงทราบกันแล้วว่า ปรัชญาเป็นวิชาที่ศึกษาความจริงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง และเป็นวิชาการเริ่มแรกของมนุษย์ เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักคิดค้นอย่างเป็นระบบ ในโลกโบราณปรัชญากับวิทยาศาสตร์ยังไม่แยกออกจากกัน การศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้องฟ้าแลบ การสืบพันธุ์ของสัตว์และมนุษย์ การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต ฯลฯ เป็นงานของนักปรัชญาด้วย โดยเรียกการศึกษาเหล่านี้ว่า “ปรัชญาธรรมชาติ” วิทยาศาสตร์ได้แยกตัวออกจากปรัชญา เมื่อถึงยุคของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ในคริสตศตวรรษที่สิบเจ็ด ด้วยผลงานของนักวิทยาศาสตร์ เช่น กาลิเลโอ เคปเลอร์ โคเปอร์นิคัส และนิวตัน ฟิสิกส์กับดาราศาสตร์แยกตัวออกมาก่อน ตามมาด้วยเคมี ชีววิทยา และจิตวิทยา (จนถึงปัจจุบันนี้ตรรกวิทยาก็กำลังแยกตัวออกมา โดยนักตรรกวิทยาปัจจุบันกำลังทำงานอย่างใกล้ชิด กับนักคอมพิวเตอร์ศาสตร์ ปรัชญาจิตก็กำลังจะแยกออกมาเหมือนกัน โดยไปรวมอยู่กับ “cognitive science” ซึ่งยังไม่มีศัพท์บัญญัติภาษาไทย)
อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีมานี้ นักปรัชญาในโลกตะวันตกได้เล็งเห็นว่า ปัญหาปรัชญาต่างๆนั้นแท้จริงแล้วเป็นปัญหาของภาษาและความหมาย และการวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาปรัชญา ก็กลายเป็นการวิเคราะห์ความหมายของถ้อยคำที่ใช้ในตัวปัญหานั้นๆ การเปลี่ยนแปลงมุมมองเช่นนี้ เป็นจุดกำเนิดของการศึกษาปรัชญา แบบที่เรียกว่า “ปรัชญาวิเคราะห์” หรือ analytic philosophy นักปรัชญาเช่น เฟรเก ชาวเยอรมัน พบว่าการแก้ปัญหาปรัชญาให้ถูกจุดนั้น จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงกลไกการทำงานของภาษา ซึ่งรวมถึงกลไกหรือวิธีการที่ภาษาสื่อสารได้ และภาษาสามารถใช้เพื่อระบุถึงสิ่งต่างๆในโลกได้ นอกจากเฟรเกก็มีนักปรัชญาอย่างเช่น [...]
