ศัพท์ปรัชญา: ความชอบธรรม

เรื่องความชอบธรรม (Legitimacy) ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมือง ปัญหาหลักของปรัชญาการเมืองก็คือว่า เหตุใดประชาชนถึงจะต้องเชื่อฟังผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วย คำตอบก็คือว่า ประชาชนควรจะเชื่อฟังผู้มีอำนาจ ก็เฉพาะในกรณีที่ผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการได้มาและในการใช้อำนาจนั้นเท่านั้น แล้วเนื้อหาของปรัชญาการเมืองก็อยู่ที่การตรวจสอบพิจารณาตรงนี้ ว่าเมื่อใดผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการมีอำนาจนั้น

บ้านเมืองที่ผู้ใช้อำนาจทางการเมือง มีความชอบธรรม บ้านเมืองนั้นก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีการลุกขึ้นมาท้าทายต่อต้านอำนาจนั้น ในกรณีที่มีการท้าทายต่อต้านอำนาจโดยคนส่วนใหญ่ ก็หมายความว่าผู้ปกครองนั้นขาดความชอบธรรมในการปกครองไปแล้ว การปฏิวัติจึงเป็นแนวทางในการธำรงรักษาความชอบธรรมเอาไว้ ในขณะที่ผู้ที่ถูกประชาชนขับไล่ปฏิวัติออกไป ก้เป็นเพราะว่าเขาขาดความชอบธรรมในการปกครอง

ความชอบธรรมไม่เหมือนกับความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) เพราะการใช้อำนาจอาจถูกต้องตามกฎหมายก็ได้ เช่นรัฐบาลออกกฎหมายปราบปรามชนกลุ่มน้อย ริดรอนสิทธิมนุษยชนของเขาอย่างไม่เป็นธรรม แบบนี้รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าการกระทำนี้อาจถูกกฎหมาย เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายออกกฎหมายนั้นเอง ความถูกกฎหมายอ้างอิงได้จากกฎหมายที่บัญญัติ แต่ความชอบธรรมเป็นเรื่องยากกว่า เพราะต้องอ้างอิงอะไรที่เป็นนามธรรมกว่านั้น แต่เป็นต้นรากของความถูกต้องเป็นธรรมของการใช้อำนาจทางการเมืองทั้งหมด

ความชอบธรรมอาจมาจากความยินยอมพร้อมใจกันของสมาชิกของรัฐทั้งหมด เช่นในสมัยโบราณ หัวหน้าเผ่าก็จะมาจากผู้ที่เป็นผู้นำ ได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกในเผ่าส่วนใหญ่ เมื่อพัฒนามาเป็นระบอบกษัตริย์ แนวคิดเรื่องฉันทานุมัติจากประชาชนก็ไม่ได้หายไปไหน เมืองไทยมีคำพูดว่า “เอนกนิกรสโมสรสมมติ” แปลว่าได้รับความเห็นชอบและยินยอมจากประชาชน อันนี้เป็นที่มาของความชอบธรรมในการปกครองของกษัตริย์มาตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกพัฒนามาเป็นประชาธิปไตย ที่มาของความชอบธรรมก็มาจากประชาธิปไตยด้วย กล่าวคือแทนที่จะคิดว่าจะมอบอำนาจอธิปไตยทั้งหมดให้แก่กษัตริย์ ก็เปลี่ยนมาคิดว่า จะมอบอำนาจนั้นแต่เพียงชั่วคราวให้ผู้ปกครองที่มาตามวิถีทางของประชาธิปไตย ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานความคิดว่าพลเมืองทุกคนมีความเท่าเทียมกันในฐานะผู้ใช้อำนาจอธิปไตย มีกระบวนการที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายในการหลอดรวมและแสดงออกซึ่งอำนาจนั้นให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว วิถีทางเดียวที่จะคงความสงบสุขตามที่พูดข้างต้นไว้ได้ ก็คือการปกครองแบบประชาธิปไตยเท่านั้น บางประเทศพยายามอ้างว่าสามารถมีผู้ปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่นมีพรรคการเมืองพรรคเดียว (เช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน) แต่หากปกครองให้ประชาชนเป็นสุขได้ ก็มีความชอบธรรมเหมือนกัน เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนยืดยาว เอาเป็นว่าผมไม่เชื่อว่าในประเทศจีนจะไม่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมือง แต่โดนจัดให้อยู่หลังฉาก ไม่เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยที่การต่อสู้ทั้งหมดอยู่หน้าฉาก ข้อดีก็คือว่าประชาชนสามารถตัดสินใจได้ และอย่างน้อยการอยู่หลังฉากก็ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า ประเด็นนี้อาจทำให้ประเทศแบบจีน มีความไม่มั่นคงในระยะยาว

บางคนก็อ้างว่า รัฐบาลที่แม้จะมาจากกระบวนการประชาธิปไตย แต่ถ้าโกงกินคอร์รัปชั่นก็ไม่มีความชอบธรรม ประเด็นนี้ต้องพิจารณาเป็นสองระดับ ซึ่งเรื่องสองระดับนี้ไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่ แต่ที่จริงสำคัญมาก ระดับแรกคือระดับของความชอบธรรมของรัฐบาลนี้ที่มีบริหารประเทศอยู่ในเวลานี้ หากรัฐบาลนี้โกงกิน ก็มีกระบวนการเช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระการตรวจสอบโดยสื่อมวลชน ที่ให้หลักประกันได้ว่าการโกงกินจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง อีกระดับก็คือว่า มีความพยายามที่จะบอกว่า หากรัฐบาลประชาธิปไตยมีการโกงกิน แทนที่จะเป็นตัวรัฐบาลนั้นเองที่ควรถูกเปลี่ยนหรือเอาตัวคนโกงกินมาลงโทษ ก็กลับกลายเป็นว่าเป็นตัวระบอบประชาธิปไตยเสียเอง ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีความชอบธรรม อันนี้ต้องระวังให้ดี เพราะเป็นวาทกรรมของฝ่ายโจมตีประชาธิปไตย ให้เกิดความเชื่อผิดๆว่า ประชาธิปไตยไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่ทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั่วโลกเขาเห็นกันแล้วว่า สู้ประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นกระบวนการเปิด และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นพลเมือง มีวิธีการจัดการกับความขัดแย้งอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เหมือนกับในระบอบเผด็จการที่อยู่กับความลับและการโกหกหลอกลวงเป็นหลัก ดังนั้นการโกงกินจึงเป็นเรื่องเฉพาะ ต้องจัดการในระดับเฉพาะที่ตัวคนโกง ไม่ใช่ไปเหมาว่าประชาธิปไตยไม่ดี จริงๆแล้วไอ้ระบอบที่อ้างว่าจะมาแทนประชาธิปไตยน่ะ มันโกงยิ่งกว่าซะอีก ตรวจสอบก็ไม่ได้

ถก เถียง แถ

“ถก”: พูดกันอย่างเอาเจริงเอาจัง อย่างตั้งใจ เกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่ทุกฝ่ายที่มาร่วมกัน ต่างก็สนใจอยากรู้คำตอบและอยากหาข้อตกลงร่วมกันในเรื่องที่ถกกันนั้น ในการถกกันต่างฝ่ายต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน รับว่าทุกฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกับตนเอง ต่างก็มาร่วมกันแสวงหาคำตอบด้วยกัน และต่างฝ่ายก็เชื่อว่าการแสวงหาคำตอบด้วยตัวคนเดียวไปคิดเงียบๆ สู้การมาคิดร่วมกันเป็นหมู่คณะผ่านการถกนี้ไม่ได้ (ภาษาอังกฤษตรงกับ ‘discuss’ หรือ ‘deliberate’)

“เถียง”: ในการถกกันเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะกัน คือไม่ใช่ว่าจะมีการพยายามพิสูจน์กันว่าความคิดของใครถูกหรือผิด แต่ในการเถียงเป้าหมายจะเป็นแบบนี้ คือมุ่งแสดงว่ามีของใครถูกหรือผิด นอกจากนี้การถกกับการเถียงก็ไม่ต่างกัน อาจบอกได้ว่าสองอย่างนี้ต่างกันที่เป้าหมายเรื่องนี้ การเถียงกันอาจเป็นกิจกรรมที่ดีก็ได้ ถ้าฝ่ายที่มาเถียงกันยังยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน และถือว่าการพ่ายแพ้ในการเถียงไม่ใช่การเสียหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาความเข้าใจหรือความรู้ความจริงแบบเดียวกับการถก และฝ่ายชนะก็ไม่ลำพองใจแล้วเอาไปอวดอ้างทับถมอีกฝ่าย (ภาษาอังกฤษตรงกับ ‘argue’)

“แถ”: การแถคือการเถียงที่ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้กลวิธีทางวาทศิลป์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ หรือเบี่ยงเบนความสนใจ หรือใช้ “การทิ้งเหตุผล” หรือ fallacies แบบต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการเอาชนะ การแถจะเกิดการที่บางฝ่ายในการถกเถียง ไม่เคารพอีกฝ่าย ไม่มองว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนแบบเดียวกันที่พยายามหาคำตอบร่วมกัน แต่กลับไปมองว่าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดไปให้สิ้นซาก การแถมักจะเกิดขึ้นในบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองที่มุ่งเอาชนะ หรือมุ่งทำลายอีกฝ่ายด้วยการทำให้อีกฝ่ายดูไม่ดีหรือขาดความน่าเชื่อถือน่าเคารพ (ภาษาอังกฤษไม่มีคำที่ตรงกับคำนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ)

(แบบฝึกหัดสำหรับนิสิตวิชาการใช้เหตุผล ไปหาตัวอย่างของสามอย่างนี้ในหนังสือพิมพ์ วารสาร หรือโลกออนไลน์)

การอ้างเหตุผลนิรนัยกับอุปนัย

(นอกจากจะแปลงานของคานท์แล้ว อีกงานที่ทำมาต่อเนื่องคือเขียนหนังสือ “ปรัชญาทั่วไป” ตอนนี้อยู่บทที่แปด เกี่ยวกับเรื่องของตรรกวิทยา เนื่องจากตรรกวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา หนังสือ “ปรัชญาทั่วไป” จึงขาดบทว่าด้วยตรรกวิทยาไปไม่ได้ ที่เอามาลงนี้เป็นหัวข้อ “การอ้างเหตุผลนิรนัยกับอุปนัย”)

***

ในบทที่แล้วเราก็ได้พูดกันเกี่ยวกับวิธีการอุปนัยไปบ้าง เป้าหมายของฮิวม์อย่างที่เห็นกันไปแล้ว ก็คือโจมตีว่าเราไม่สามารถพึ่งพาอาศัยความรู้ที่มาจากวิธีการอุปนัยได้ เนื่องจากเราไม่สามารถแน่ใจได้สมบูรณ์แบบว่า ธรรมชาติมีความสม่ำเสมอ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถแน่ใจได้เต็มที่ว่าเมื่อออกไปยืนนอกหน้าต่างบนตึกสูงๆจะหล่นลงไปข้างล่าง หรือพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้น เราได้อภิปรายเรื่องพวกนี้กันไปพร้อมๆกับคำวิจารณ์ของคานท์ไปแล้ว ในบทนี้เราจะมาดูวิธีการอุปนัยโดยละเอียดมากขึ้น เราจะพิจารณาเรื่องนี้ไปควบคู่กับอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้กันควบคู่กับอุปนัย ได้แก่วิธีการแบบนิรนัย

อันที่จริงวิธีการทั้งแบบอุปนัยกับนิรนัยนี้เป็นวิธีการในตรรกวิทยา สาขาของปรัชญาสองสาขานี้ คือตรรกวิทยากับญาณวิทยา มีความใกล้เคียงกันมากจนบางครั้งนักเรียนปรัชญาก็แยกไม่ออกว่าตนเองกำลังศึกษาปัญหาอะไรอยู่ ตรรกวิทยาเป็นสาขาของปรัชญาที่ศึกษาความสัมพันธ์กันของข้อความในประโยค ศัพท์เทคนิคของข้อความในประโยค หรือตัว “สาร” ที่ประโยคสื่อออกมาได้แก่ “ประพจน์” (proposition) ประโยคภาษาไทยว่า “โครงสร้างโมเลกุลของน้ำได้แก่ H2O” กับภาษาอังกฤษว่า “The molecular structure of water is H2O” ระบุถึงประพจน์เดียวกัน สิ่งที่ตรรกวิทยาก็คือความสัมพันธ์ต่างๆของประพจน์เหล่านี้ ว่าหากประพจน์เป็นจริง จำเป็นต้องบังคับให้อีกประพจน์เป็นจริงด้วยหรือไม่ เช่นประพจน์ “ฝนตกและถนนเปียก” จำเป็นต้องบังคับให้ประพจน์ “ถนนเปียก” เป็นจริงไปด้วยหรือไม่ สรุปก็คือว่าตรรกวิทยาศึกษาความสัมพันธ์กันของประพจน์ เป้าหมายสำคัญของตรรกวิทยาก็อยู่ที่การวิเคราะห์โครงสร้างของการอ้างเหตุผล คำถามหลักคือทำอย่างไรจึงจะได้การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล ได้แก่การที่ข้อสรุปต้องเป็นจริงหากข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด ส่วนญาณวิทยา (epistemology) นั้นพยายามตอบคำถามว่า ความรู้คืออะไร? ความรู้ที่แท้จริง ที่เรามั่นใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ มีลักษณะอย่างไร? ทำอย่างไรจึงจะได้ความรู้แบบนี้มา? จะเห็นได้ว่าสองสาขานี้ถามคำถามคนละชุด ซึ่งก็หมายความว่าสนใจกันคนละประเด็น แต่เนื่องจากประเด็นกับชุดคำถามของปรัชญาสองสาขานี้ใกล้เคียงกันมาก บางทีจึงเกิดความสับสน การที่ตรรกวิทยาศึกษากลไกของความสมเหตุสมผลของการอ้างเหตุผล ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่า แล้วข้อสรุปของการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลนี้ ถือเป็นความรู้ได้หรือไม่ เรื่องความสมเหตุสมผลเป็นเรื่องของตรรกวิทยา ส่วนเรื่องเป็นความรู้ได้หรือไม่เป็นเรื่องของญาณวิทยา โดยทั่วไปเราก็ถือกันว่าข้อสรุปของการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลและที่มีข้ออ้างเป็นความจริงทั้งหมด (เพราะเราอาจมีการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลแต่ข้อสรุปไม่เป็นจริงก็ได้) เป็นตัวอย่างของความรู้ที่ถูกต้อง การอ้างเช่นนี้เป็นการอ้างในญาณวิทยา ส่วนการตัดสินว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือเป็นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องของตรรกวิทยา ในบทนี้เราจะสนใจที่ประเด็นตรรกวิทยา เนื่องจากไม่ว่าจะอย่างไรตรรกวิทยาก็เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา และผู้ที่ใช้หนังสือเล่มนี้ในการเรียน หรืออ่านด้วยตนเอง อาจไม่มีพื้นความรู้ทางตรรกวิทยาที่จำเป็นต่อการเข้าใจปรัชญาก็ได้ ดังนั้นเราจึงมาปูพื้นความรู้ทางตรรกวิทยากันในบทนี้ โดยจะเริ่มที่การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยก่อน

ผู้อ่านบางท่านอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า “การอ้างเหตุผล” คืออะไร การอ้างเหตุผล หรือ argument ก็คือชุดของข้อความที่ประกอบด้วย “ข้ออ้าง” (premise) กับ “ข้อสรุป” (conclusion) เป้าหมายของการอ้างเหตุผลคือโน้มน้าวใจให้เชื่อ ข้อความที่ตั้งใจจะให้เชื่อก็อยู่ใน “ข้อสรุป” ส่วนเหตุผลหรือหลักฐานต่างๆที่ยกมาอ้างเพื่อแสดงว่าเหตุใดจึงควรเชื่อข้อสรุป ก็อยู่ใน “ข้ออ้าง” ตัวอย่างเช่น “ปลาวาฬหายใจด้วยปอด เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด” ก็เป็นการอ้างเหตุผลชุดหนึ่ง ข้อสรุปคือ “ปลาวาฬหายใจด้วยปอด” เป็นข้อความที่ผู้พูดอยากจะให้ผู้ฟังเชื่อและทำตาม ส่วน “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด” เป็นข้ออ้างที่เสนอเหตุผลว่าเหตุใดจึงควรเอาร่มออกไปด้วย การอ้างเหตุผลแบ่งออกเป็นสองประเภทดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คือนิรนัยกับอุปนัย การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยคือการอ้างเหตุผลที่ข้ออ้างมีเนื้อความเป็นเรื่องทั่วไป แล้วข้อสรุปเป็นการสรุปประเด็นเฉพาะจากข้ออ้างนั้น ในแง่นี้การอ้างเหตผลเรื่องปลาวาฬที่เพิ่งยกมา จึงเป็นการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย ส่วนการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยนั้นจะมีทิศทางกลับกัน คือข้ออ้างจะเป็นการเสนอประเด็นเฉพาะ แล้วข้อสรุปจะเป็นการสรุปประเด็นเฉพาะนั้นให้เป็นประเด็นทั่วไป อย่างเช่น “คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะคนในจังหวัดนี้เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” อย่างนี้เป็นอุปนัย เพราะข้ออ้างคือคนในจังหวัดเดียวที่ผู้พูดสังเกตเห็นว่าเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แล้วก็เลยสรุปว่าคนไทยทั้งประเทศส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

ในแง่ของญาณวิทยา ทรรศนะโดยทั่วไปจะถือว่าการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยจะน่าเชื่อถือกว่าอุปนัย เพราะข้ออ้างของนิรนัยเป็นประโยคทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป หากการอ้างเหตุผลนั้นไม่สมเหตุสมผล ข้อสรุปก็ไม่อาจถือว่าเป็นความรู้ได้ ความสมเหตุสมผลก็เป็นมโนทัศน์สำคัญมากๆในตรรกวิทยา ความหมายก็คือว่า การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล (valid) จะมีข้อสรุปที่จำเป็นต้องเป็นจริงหากข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่น “ปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด ดังนั้นปลาวาฬหายใจด้วยปอด” เป็นการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล เนื่องจากเป็นความจริงว่าปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด ความจริงสองข้อนี้บังคับให้ข้อสรุปต้องเป็นจริงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง คือปลาวาฬหายใจด้วยปอด หากการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยไม่สมเหตุสมผล ข้อสรุปก็อาจเป็นเท็จได้ ทำให้เราไม่อาจวางใจว่าเป็นความรู้ได้ อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินว่าข้อสรุปจะเป็นความรู้ได้ นอกจากการอ้างเหตุผลจะต้องสมเหตุสมผลแล้ว ข้ออ้างทั้งหมดยังต้องเป็นจริงอีกด้วย เหตุที่ต้องยืนยันตรงนี้ก็เพราะว่า การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลนั้น อาจให้ข้อสรุปที่ไม่เป็นจริงก็ได้ หากข้ออ้างไม่เป็นจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่นการอ้างเหตุผลว่า “สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ทุกตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬออกลูกเป็นไข่ ดังนั้นปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” การอ้างเหตุผลนี้สมเหตุสมผล เพราะว่าหากสมมติว่าสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ทุกตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปลาวาฬออกลูกเป็นไข่จริง ก็จะต้องสรุปว่าปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ข้อสรุปของการอ้างเหตุผลนี้เป็นจริง และการอ้างเหตุผลของสมเหตุสมผล แต่เราไม่ถือว่าข้อสรุปนี้เป็นความรู้ เพราะที่มาของข้อสรุปนี้มาจากความเท็จ ถ้าเราจะรับข้อความใดเป็นความรู้ ที่มาของข้อความนั้นควรจะถูกต้อง ไม่ใช่ว่ามาจากความเท็จเช่นปลาวาฬออกลูกเป็นไข่ การอ้างเหตุผลที่ทั้งสมเหตุสมผลและข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด จะเรียกว่ามีคุณสมบัติ “สมเหตุสมผลและถูกต้อง” (ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “sound argument” คำว่า “sound” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “เสียง” แต่เป็นคำคุณศัพท์แปลว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และเมื่อมาใช้ในบริบทของตรรกวิทยาจะหมายความว่าทั้งสมเหตุสมผลและข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้องในกรณีที่แหล่งที่มาของความรู้นั้นเป็นการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย

ส่วนในกรณีของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยนั้น กฎเกณฑ์ในการรับว่าข้อสรุปจะเป็นความรู้หรือไม่ มีความซับซ้อนมากกว่านิรนัย ทั้งนี้เพราะว่าเราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่จะบอกเราได้ว่าเมื่อใดข้อสรุปของการอ้างเหตุผลอุปนัยจะน่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซนต์ ในกรณีของนิรนัย หากเราแน่ใจว่าการอ้างเหตุผลนั้นสมเหตุสมผลและถูกต้อง เราสามารถปักใจเชื่อและรับข้อสรุปนั้นเป็นความรู้ได้เลย แต่ในกรณีของอุปนัยเราทำอย่างนี้ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือบอกว่าข้อสรุปน่าเชื่อถือมากหรือน้อย ในวิชาประเภทการใช้เหตุผลหรือตรรกวิทยา จะมีการอภิปรายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่พยายามบอกเราว่าเมื่อใดข้อสรุปของอุปนัยจะน่าเชื่อถือมากหรือน้อย ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักส่วนหนึ่งของวิชานี้ แต่เนื่องจากในบทนี้เราไม่มีเนื้อที่เพียงพอที่จะอภิปรายทุกประเด็นในตรรกวิทยาได้หมด เราจึงสรุปแค่ว่า ข้อสรุปของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยไม่สามารถยืนยันหรือฟันธงได้ทั้งหมดว่าเป็นความจริง อาจมีโอกาสเป็นเท็จได้ตลอดเวลา เรารู้เรื่องนี้มาจากการวิพากษ์อุปนัยของฮิวม์ แม้เรื่องที่ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งเราเชื่อมั่นมาตลอดว่าต้องเป็นจริง แต่ฮิวม์ก็แสดงเหตุผลให้เราเชื่อว่า พรุ่งนี้พระอาทิตย์อาจไม่ขึ้นก็ได้ ซึ่งนี่ก็คือลักษณะประจำของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัย เนื่องจากอุปนัยเกิดจากข้ออ้างที่เป็นประโยคเฉพาะแล้วสรุปไปหาประโยคสากล จึงมีโอกาสอยู่เสมอที่จะเกิดเรื่องที่ไม่เป็นไปตามเนื้อหาของประโยคเฉพาะนั้น เพราะไม่ได้ถูกครอบคลุมเอาไว้ในเนื้อหาของประโยคเฉพาะเหล่านั้นตั้งแต่ต้น แต่ถึงกระนั้น เราก็จำเป็นต้องพึ่งพาการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยอย่างมากในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราทำเพื่อให้ความเชื่อมั่นหรือสถานะในการเป็นความรู้ของข้อสรุปแบบนี้มีมากขึ้น ก็คือดูว่าข้อสรุปอยู่ใกล้กับข้ออ้างมากเพียงใด หรือเนื้อหาของข้ออ้างเป็นตัวแทนที่ถูกต้องของเนื้อหาของข้อสรุปได้มากเพียงใด เป็นต้น ตัวอย่าเช่น การอ้างเหตุผลว่า “คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เนื่องจากคนในจังหวัดนี้ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น” ถ้าจะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักมากขึ้น ก็อาจหาข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปได้ว่าคนในจังหวัดอื่นๆก็เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเหมือนกัน ที่สำคัญก็คือว่าหากตัวอย่างที่ยกมาอ้างเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวอย่างที่สรุป การอ้างเหตุผลนี้ก็จะไม่ใช่อุปนัยแล้ว แต่จะกลายเป็นนิรนัยไป

คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?

ปิดเทอมสงกรานต์ ผมอยู่ว่างๆก็เลยเอางานสั้นๆของคานท์มาแปล งานนี้ได้แก่ “Beantwortung der Frage: Was ist Aufklaerung?” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?” คำว่า Enlightenment มีหมายความหมายในภาษาอังกฤษ แต่ในความหมายที่คานท์ใช้ คานท์กำลังใช้ความหมายของยุคสมัยของเขาเอง ที่ผู้คนเริ่มตื่นจากการถูกพันธนาการด้วยความเชื่อทางศาสนา และเชื่อมั่นว่าเหตุผลกับประสบการณ์จะเป็นเครื่องมือนำพามนุษย์ไปสู่ความรู้ และความรู้จะเป็นเครื่องมือพามนุษย์ไปสู่ความก้าวหน้า มีหลายคนพยายามแปลคำนี้เป็นภาษาไทยในความหมายที่คานท์ใช้นี้ (คำนี้แปลได้อีกอย่างว่า “การตรัสรู้ธรรม” ซึ่งไม่เกี่ยวกับความหมายที่คานท์ใช้เลยแม้แต่น้อย) รากศัพท์ของ Enlightenment ก็คือ enlighten แปลว่า “ทำให้เกิดแสง” ก็คือที่บางที่มืดอยู่ เอาแสงฉายเข้าไป การกระทำนี้ก็คือการ enlighten ซึ่งเมื่อมาใช้ในความหมายเปรียบเทียบ ก็คือทำให้เกิดความรู้ ยุค Enlightenment เลยมักใช้คู่กับยุคกลางที่เรียกันว่า Dark Ages คือยุคแรกมีแสงสว่างชองเหตุผลและวิทยาศาสตร์ ยุคหลัง (จริงๆมาก่อน) ไม่มี ก็เลยถูกเรียกว่า “ยุคมืด” ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า แปลอย่างที่หลายคนแปล คือ “แสงสว่างทางปัญญา” น่าจะใกล้เคียงที่สุด

การแปลนี้แปลจากฉบับภาษาอังกฤษที่พบในเน็ต แต่เนื่องจากมีหลายเวอร์ชั่นมาก ภาษาอังกฤษบางฉบับก็แปลผิดๆถูกๆ ก็เลยดูเทียบกับต้นฉบับภาษาเยอรมันของคานท์ด้วย ผมตั้งใจจะเขียนบทอรรถาธิบายงานชิ้นนี้ของคานท์อย่างละเอียด เพราะมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนอ่านคนไทยอาจต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม ถึงจะเข้าใจได้ถ่องแท้ แต่คงต้องเป็นโครงการต่อไป

***

คำตอบของคำถามว่า “แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?”

เขียนโดย อิมมานุเอล คานท์

แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

แสงสว่างทางปัญญาได้แก่การที่มนุษย์หลุดออกจากความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นมา ความอ่อนเยาว์ดังกล่าวนี้ได้แก่การไม่มีความสามารถจะใช้ความคิดความเข้าใจของตนเอง โดยไม่ต้องมีการชี้นำจากผู้อื่น ความอ่อนเยาว์ที่มนุษย์จะเป็นผู้ก่อขึ้นนี้จะมาผูกมัดตนเอง หากสาเหตุของมันไม่ได้มาจากการขาดความเข้าใจ แต่มาจากการไม่ยอมตัดสินใจและไม่มีความกล้าหาญที่จะใช้ความคิดของตนเองโดยไม่มีผู้อื่นชี้นำ จงกล้าคิด! (Sapere aude) “จงกล้าที่จะใช้ความคิดของตนเอง” เป็นคำขวัญของยุคแสงสว่างทางปัญญา

ความเกียจคร้านกับความขลาดเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงยินดีที่จะอยู่เป็นเด็กไปตลอดชีวิตของตน หลังจากที่ธรรมชาติได้ปลดปล่อยตนเองมาจากการชี้นำจากภายนอกแล้วเป็นเวลานาน ความเกียจคร้านกับความขลาดนี้ยังเป็นเหตุว่าทำไมผู้อื่นจึงตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์หรือผู้ปกครองได้อย่างง่ายดาย การเป็นเด็กหรือผู้น้อยนั้นช่างเป็นความสบายยิ่งนัก หากข้าพเจ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่คิดแทนข้าพเจ้าเองได้ มีครูที่ทำงานเป็นความสำนึกผิดชองของข้าพเจ้า มีหมอที่มากำหนดรายการอาหารให้ และอื่นๆอีก ข้าพเจ้าก็จะไม่จำเป็นต้องออกแรงทำงานเอง ข้าพเจ้าจะไม่จำเป็นต้องคิดเองหากข้าพเจ้าสามารถจ่ายค่าจ้างให้คนอื่นมาคิดแทนให้ และมีคนอื่นๆที่มาจัดการดูแลเรื่องต่างๆที่ข้าพเจ้าไม่สนใจจะทำเอง ผู้พิทักษ์ที่ตั้งตนเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของคนส่วนใหญ่ จะพยายามให้คนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด รวมทั้งผู้หญิงด้วย เกิดความเชื่อว่าการเป็นผู้ใหญ่นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องยาก แต่ยังมีอันตรายอย่างยิ่ง ประการแรก ผู้พิทักษ์เหล่านี้ทำให้ฝูงวัวของตนโง่ และระมัดระวังที่จะไม่ปล่อยให้ฝูงวัวเชื่องๆนี้เดินออกจากคอกโดยไม่มีเชือกสนตะพายที่ผู้พิทักษ์ได้ผูกเอาไว้ ต่อจากนั้นผู้พิทักษ์ก็จะแสดงให้ฝูงวัวเห็นว่า จะมีภัยอันตรายอะไรรออยู่บ้างหากวัวตัดสินใจจะเดินออกไปเอง อันตรายที่ว่านี้จริงๆไม่ได้ใหญ่โตมากมาย หลังจากที่เดินสะดุดครั้งสองครั้ง ผู้คนส่วนใหญ่เหล่านี้ก็จะเดินออกไปได้เอง อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างของผู้คนที่เดินออกไปเองแล้วประสบความล้มเหลว ก็จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะทำแบบเดียวกันนี้อีก

ดังนั้น จึงเป็นการยากที่คนๆหนึ่งจะทำตนเองให้หลุดออกจากความอ่อนเยาว์ที่ได้กลายมาเป็นเหมือนกับร่างที่สองของตนเอง เขาได้กลายมาชื่นชอบความอ่อนเยาว์นี้ ในเบื้องแรกเขาไม่มีความสามารถจะใช้ความคิดความเข้าใจของตนเองเลย เนื่องจากไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น ลัทธิคำสอนกับสูตรสำเร็จต่างๆ เป็นเครื่องมือแบบกลไกที่ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านต่างๆที่ผู้คนส่วนใหญ่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เครื่องมือเหล่านี้เป็นโซ่เหล็กที่ผูกมัดผู้คนเอาไว้อย่างเป็นนิรันดร คนที่โยนโซ่นี้ออกจากตัวเอง จะพบว่าเมื่อต้องกระโดดข้ามท้องร่องที่แคบที่สุด กลับลังเลไม่มั่นใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาไม่เคยชินกับการเคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรีเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีผู้คนจำนวนน้อยนิดที่เดินได้อย่างเสรี และหลุดออกจากห่วงโซ่พันธนาการแห่งความอ่อนเยาว์นี้ด้วยการเพาะความคิดของตนเองให้งอกงามขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม การที่สาธารณชนจะทำให้ตนเองได้รับ “แสงสว่างทางปัญญา” เช่นนี้ ก็เป็นอะไรที่อยู่ใกล้ตัวและเป็นไปได้ อันที่จริงหากสาธารณชนได้รับเสรีภาพ การเกิดแสงสว่างทางปัญญานี้ก็เกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ในทุกยุคทุกสมัยจะมีนักคิดที่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับใครอยู่ตลอด แม้ในหมู่ของผู้พิทักษ์ที่คอยทำตัวปกป้องดูแลมหาชน เมื่อผู้คนเหล่านี้ได้โยนแอกที่มาบังคับกดขี่ตนเองออกทิ้งไป พวกเขาก็จะเผยแพร่จิตวิญญาณของการเห็นคุณค่าของมนุษย์ รวมทั้งหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องคิดด้วยตนเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า สาธารณชนที่ถูกบรรดาผู้พิทักษ์จับใส่แอก ต่อมาก็จะเป็นฝ่ายจับผู้พิทักษ์เหล่านี้ใส่แอกเสียเอง โดยเฉพาะเมื่อสาธารณชนถูกปลุกเร้าโดยการกระทำของผู้พิทักษ์ที่ไม่มีความสามารถในการมีแสงสว่างทางปัญญาใดๆ นี่ แสดงว่าการมีอคตินั้นเป็นเรื่องอันตรายร้ายแรงเพียงใด ผู้คนที่เคยถูกกดขี่มานาน เมื่อได้รับอิสรภาพก็อาจจะแก้แค้นผู้ที่เคยกดขี่มาก่อน รวมทั้งลูกหลานของผู้กดขี่นั้นด้วย ด้วยเหตุนี้ สาธารณชนจะต้องได้รับแสงสว่างทางปัญญาอย่างช้าๆเท่านั้น การปฏิวัติอาจนำมาซึ่งการสิ้นสุดของการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จโดยคนๆเดียว หรือการสิ้นสุดของเผด็จการที่กดขี่ข่มเหง แต่การปฏิวัติไม่เคยเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนความคิดได้อย่างแท้จริง ในกรณีเช่นนี้ จะมีอคติใหม่ๆมาแทนที่อคติเก่าๆ ในฐานะที่เป็นแนวทางสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ใช้ความคิด

แสงสว่างทางปัญญานี้ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเสรีภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่ดูเรียบง่ายที่สุดที่จะได้ชื่อว่า “เสรีภาพ” อันได้แก่เสรีภาพในการใช้เหตุผลของตนเองในที่สาธารณะในทุกๆเรื่อง เมื่อพูดเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงร้องมาจากทุกทิศทุกทางว่า “อย่ามาเถียง!” นายทหารกล่าวว่า “อย่าเถียง จงฝึกอย่างเดียว” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีบอกว่า “อย่าเถียง จงจ่ายมา!” หมอสอนศาสนาบอกว่า “อย่าเถียง จงเชื่อ!” มีผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่บอกว่า “เถียงให้มากเท่าที่พอใจ แต่ต้องเชื่อฟัง!” เราพบว่ามีข้อจำกัดเสรีภาพในทุกๆที่ แต่ข้อจำกัดใดที่เป็นอันตรายต่อแสงสว่างทางปัญญา? ข้อจำกัดใดทำให้แสงสว่างทางปัญญาเกิดได้ง่ายขึ้น? ข้าพเจ้าตอบว่า การใช้เหตุผลของตนเองในที่สาธารณะจะต้องมีเสรีภาพในทุกๆขณะ มีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่จะนำแสงสว่างทางปัญญามาสู่มนุษยชาติได้

ในทางกลับกัน การใช้เหตุผลในอาณาบริเวณส่วนตัวอาจจะจำกัดอยู่ได้ภายในขอบเขตแคบๆ ซึ่งไม่กระทบต่อความก้าวหน้าของแสงสว่างทางปัญญา “การใช้เหตุผลในที่สาธารณะ” หมายความถึงการใช้เหตุผลที่ผู้ใช้เสนอเหตุผลนั้นผ่านการเขียนข้อความให้แก่สาธารณชนที่เป็นผู้อ่านข้อความนั้น ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เสนอเหตุผลแก่สาธารณชนนี้เป็น “นักวิชาการ” “การใช้เหตุผลในที่ส่วนตัว” หมายความถึงการใช้เหตุผลที่ใช้ในขอบเขตของตำแหน่งหน้าที่ที่เขาดำรงอยู่

ในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของชุมชน กลไกบางอย่างของรัฐอาจจำเป็นซึ่งทำให้สมาชิกของชุมชนอยู่เฉยๆนิ่งๆ การทำเช่นนี้เป็นการสร้างความเป็นเอกฉันท์เทียมๆขึ้นมาเพื่อการบรรลุเป้าหมายของสาธารณะ หรืออย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้เป้าหมายนั้นถูกทำลายไป ในที่นี้การถกเถียงไม่ได้รับอนุญาต เราต้องเชื่อฟัง แต่ในกรณีที่สมาชิกผู้นี้มองตนเองในขณะเดียวกันว่าเป็นสมาชิกของชุมชนโลกด้วย อันเป็นชุมชนของพลเมืองทั้งหมดของโลก (เราลองคิดว่าเขามองตนเองว่าเป็นนักวิชาการที่เสนอความคิดแก่สาธารณะผ่านทางการเขียน) เขาจำเป็นต้องถกเถียง และเรื่องที่เขามีส่วนร่วมอยู่ด้วยในฐานะที่เป็นสมาชิกที่อยู่เฉยๆก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องโชคร้ายมากหากเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ หรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจบางอย่างจากผู้บังคับบัญชา เกิดอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมหรือประโยชน์ของคำสั่งนั้นๆ เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ในฐานะนักวิชาการ รัฐหรือใครก็ตามไม่สามารถหยุดยั้งเขาจากการสังเกตความผิดพลาดต่างๆในการปฏิบัติการทางทหารของเขา และเสนอความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ พลเมืองไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายภาษี จริงๆแล้วการดื้อแพ่งไม่ยอมจ่ายภาษีเป็นความผิดที่สามารถลงโทษได้ เพราะอาจก่อให้เกิดการปฏิเสธแบบเดียวกันขยายวงกว้างออกไป แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาผู้นี้ก็ไม่ได้กำลังละเมิดหน้าที่ของเขาในฐานะพลเมือง หากเขาจะเสนอการวิพากษ์วิจารณ์และคำคัดค้านของเขา ว่าภาษีดังกล่าวนี้ไม่ยุติธรรมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากเขาจะสวมบทบาทนักวิชาการและเสนอความคิดเห็นนี้สู่สาธารณชน ในทำนองเดียวกัน หมอสอนศาสนามีหน้าที่ต้องสอนสมาชิกของโบสถ์ตนเองให้เป็นไปตามแนวความเชื่อของศาสนจักรที่เขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เนื่องจากเขาได้ปวารณาตนเป็นสมาชิกของศาสนจักรนี้แล้ว แต่ในฐานะนักวิชาการ เขามีเสรีภาพเต็มที่ จริงๆแล้วเขามีหน้าที่ด้วยซ้ำ ที่จะสื่อสารสู่สาธารณชน ว่าด้วยความคิดที่เขาได้คิดและกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อผิดพลาดต่างๆในลัทธิความเชื่อนั้นๆอย่างไร ตลอดจนเสนอทางแก้ไขเพื่อปรับปรุงลัทธิดังกล่าวและสถาบันต่างๆของศาสนจักรของเขา การทำเช่นนี้จะไม่เป็นการไปรบกวนความสำนึกผิดชอบชั่วดีของเขาเลย เนื่องจากสิ่งที่เขาสอนในฐานะที่เป็นตัวแทนของศาสนจักรที่เขาเป็นสมาชิก เขาเป็นตัวแทนของบางอย่างที่เขาไม่ได้มีเสรีภาพที่จะสอนตามใจของเขาเอง เขาพูดในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ และทำไปในนามและภายใต้คำสั่งของผู้อื่น เขาจะกล่าวว่า “ศาสนจักรของเราสอนว่าอย่างนี้ นี่คือข้อพิสูจน์ที่ศาสนจักรใช้อยู่” ดังนั้นเขาจะยังประโยชน์ให้ชุมชนโบสถ์ของเขาอย่างมากที่สุดด้วยการเสนอคำสอนของศาสนจักร ซึ่งเขาเองอาจไม่ถึงกับเชื่อมั่นปักใจเต็มที่ แต่เขาก็ยังสอนคำสอนนี้ได้เนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าคำสอนนี้มีความจริงแฝงอยู่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็ไม่พบอะไรในคำสอนนั้นที่จะขัดแย้งกับหัวใจของศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากเขาเชื่อว่าความขัดแย้งดังกล่าวมีอยู่จริง เขาก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้ตามมโนสำนึกของเขา เขาจำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ดังนั้นการใช้เหตุผลในฐานะนักวิชาการต่อชุมชนที่ได้ว่าจ้างเขามาทำงาน จึงเป็นเพียงการใช้เหตุผลในระดับส่วนตัวเท่านั้น เพราะไม่ว่าชุมชนนี้จะใหญ่เพียงใด ผู้ฟังก็ยังเป็นผู้ฟังภายในชุมชนเดียวกันที่เชื่อเรื่องเดียวกันอยู่ดี ในแง่นี้หมอสอนศาสนาไม่มีเสรีภาพและไม่ควรมีเสรีภาพด้วย เพราะว่าเขากำลังทำงานตามหน้าที่ที่ผู้อื่นมอบหมาย ในทำนองกลับกัน หมอสอนศาสนาผู้นี้จะมีเสรีภาพบริบูรณ์ที่จะใช้เหตุผลของเขา และที่จะพูดตามใจของเขาเอง หากเขาใช้เหตุผลในระดับสาธารณะผ่านทางข้อเขียนของเขา การที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของมหาชน จะต้องกลายมาเป็นผู้น้อยที่ไม่อาจใช้ความคิดของตนเองได้ เป็นการขัดแย้งกันตัวเองที่จะนำมาซึ่งหลายๆอย่างที่เป็นเรื่องไร้สาระไม่มีความหมาย

แต่ที่ประชุมของหมอสอนศาสนาระดับสูง  ตัวอย่างเช่นสภาศาสนาหรือที่ประชุมของผู้คงแก่เรียน (อย่างที่ชาวดัชท์เรียก) มีสิทธิหรือไม่ที่จะบังคับให้สมาชิกศาสนจักรต้องสาบานว่าจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามความเชื่อบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพื่อบังคับให้ศาสนจักรกลายเป็นผู้พิทักษ์ของสมาชิกทุกคนรวมทั้งประชาชนทุกคนไปตลอดกาลนาน? ข้าพเจ้ากล่าวว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ การทำสัญญาเช่นนี้ ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อปิดกั้นประชาชนออกจากแสงสว่างทางปัญญา จะเป็นสัญญาที่เป็นโมฆะแม้ว่าจะได้รับการยืนยันจากอำนาจอธิปไตยของกษัตริย์ ของรัฐสภา หรือจากสนธิสัญญาใดๆก็ตาม ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งไม่อาจบังคับให้ยุคสมัยต่อๆมาปฏิบัติตามคำสั่งของตนเองได้ไปชั่วนิรันดร นอกจากนี้ยังไม่อาจหยุดยั้งไม่ให้ยุคสมัยต่อๆมาเสนอความคิดเห็นของตนเอง ชำระความผิดพลาดต่างๆที่ยุคสมัยก่อนหน้าทำขึ้น และก้าวหน้าต่อไปในแสงสว่างทางปัญญา นั่นจะเป็นอาชญากรรมต่อธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งชะตากรรมของมนุษย์อยู่ที่ความก้าวหน้าที่ว่านี้เอง ด้วยเหตุนี้ ยุคสมัยต่อๆมาจึงมีสิทธิเต็มที่ในการปฏิเสธข้อห้ามหรือกฎเกณฑ์ต่างๆที่ยุคสมัยก่อนหน้าได้วางเอาไว้ โดยบอกว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้ออกกฎไม่มีอำนาจ และพ้นเลยไปจากความถูกต้องชอบธรรม หลักวัดที่ใช้ตัดสินการตัดสินใจเหล่านี้ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นกฎหมายก็ได้ อยู่ที่คำถามต่อไปนี้: ประชาชนสามารถออกกฎทำนองนี้มาใช้บังคับตนเองได้หรือไม่? ตอนนี้อาจเป็นไปได้ที่จะมีกฎระเบียบบางอย่างที่มาบังคับใช้ในเวลาสั้นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบที่ดีกว่าในเวลาต่อไป แต่ในขณะที่กฎระเบียบชั่วคราวนี้กำลังใช้อยู่ พลเมืองแต่ละคน (โดยเฉพาะหมอสอนศาสนาที่ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการ) ก็ควรจะมีเสรีภาพในการเผยแพร่คำวิจารณ์ของเขา ที่วิพากษ์ถึงข้อเสียต่างๆสถาบันต่างๆที่มีอยู่ในเวลานั้น การทำเช่นนี้ควรได้รับการสนับสนุนให้ทำต่อไป จนกว่าความเข้าใจของสาธารณชนจะก้าวไปไกลขนาดที่ว่า เมื่อมีเสียงเห็นพ้องต้องกันจากนักวิชาการจำนวนมาก (ถึงแม้จะไม่จำเป็นว่าต้องเป็นนักวิชาการทุกคน) ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสามารถนำออกมาเสนอแก่ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย เพื่อปกป้องชุมชนศาสนาที่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนสถาบันเก่าของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางชุมชนที่ยังยินดีจะอยู่กับสถาบันเดิม แต่การเห็นพ้องกับธรรมนูญศาสนาที่ใช้ได้ตลอดกาลนาน และไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถามอย่างเป็นสาธารณะจากทุกคน จะเป็นการทำลายล้างความก้าวหน้าและการปรับปรุงตัวของมนุษยชาติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาด คนๆหนึ่งอาจจะเลื่อนการเกิดแสงสว่างทางปัญญาของตนออกไป แต่ทำได้เพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น การละทิ้งแสงสว่างทางปัญญาออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจากตนเองหรือจากลูกหลานของตนเองในอนาคต เป็นการละเมิดและเหยียบย่ำสิทธิอันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ สิ่งที่ประชาชนไม่ได้ตัดสินใจสำหรับตนเอง ก็ยิ่งเป็นอะไรที่กษัตริย์ไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะว่าเกียรติยศของกษัตริย์ประกอบด้วยการที่พระองค์รวบรวมเจตจำนงของประชาชนทั้งหมดมาเป็นเจตจำนงของพระองค์เอง หากกษัตริย์จะสนใจแต่เพียงว่าการปรับปรุงด้านศาสนาจะต้องดำเนินไปควบคู่กับระเบียบสังคม พระองค์ก็อาจจะปล่อยให้ประชาชนอยู่กันเองเพื่อให้ทำสิ่งใดๆที่จำเป็นต่อการช่วยวิญญาณตนเองให้รอด การรอดของประชาชนไม่ใช่กงการอะไรของกษัตริย์ แต่เป็นภารกิจของกษัตริย์โดยตรงที่จะป้องกันไม่ให้คนผู้หนิ่งใช้กำลังบังคับ ไม่ให้อีกคนหนึ่งกำหนดและส่งเสริมทางรอดของตนเองตามที่ตนเองทำได้อย่างดีที่สุด อันที่จริงหากกษัตริย์จะลงมาวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ และมาตรวจสอบข้อเขียนของพสกนิกรพยายามเสนอทรรศนะทางศาสนาของตนเองออกสู่สาธารณะ กษัตริย์ก็จะอยู่ในฐานะที่มีอคติหรือลำเอียงต่อประชาชน แม้ว่ากษัตริย์อาจคิดว่าตนเองทำไปจากความหวังดีหรือจากความรู้ที่มีมากกว่าก็ตาม ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ากษัตริย์เองก็ได้เปิดพระองค์เองต่อคำวิจารณ์นี้ Caesar non est supra-grammaticos (พระจักรพรรดิไม่ได้อยู่เหนือนักไวยากรณ์) ยิ่งไปกว่านี้กษัตริย์จะทำให้อำนาจของพระองค์เองต้องตกต่ำลงไปอีก หากทางสนับสนุนการใช้อำนาจผิดๆ เช่นอำนาจของจอมเผด็จการบางคนในอาณาจักรของพระองค์ ซึ่งจอมเผด็จการนั้นใช้อำนาจผิดๆนี้บังคับชีวิตของพสกนิการของพระองค์เองทั้งหมด

เมื่อเราถามว่า เราอยู่ในยุคที่มีผู้คนมีแสงสว่างทางปัญญาไปทั่วแล้วหรือยัง? คำตอบก็คือยัง แต่เรากำลังอยู่ยุค “แสงสว่างทางปัญญา” ตามที่เป็นอยู่นี้ ยังอีกห่างไกลมากที่มนุษย์จะสามารถใช้ปัญญากับเหตุผลของตนเองในเรื่องของศาสนาได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครมาช่วยดูแล แม้กระนั้นเราก็มีหลายอย่างที่บ่งให้เห็นว่าเส้นทางสู่เป้าหมายอันได้แก่ความจริงทางศาสนา เป็นเส้นทางที่เปิดกว้าง ยิ่งไปกว่านั้น อุปสรรคต่างๆที่มาขัดขวางแสงสว่างทางปัญญา หรือการหลุดออกจากพันธนาการหรือความอ่อนวัยที่ตนเองสร้างขึ้น ก็เริ่มลดน้อยลง ในแง่นี้ยุคนี้จึงเป็นยุคของแสงสว่างทางปัญญาที่แท้จริง และเป็นศตวรรษของพระเจ้าเฟรเดอริคมหาราช

กษัตริย์ที่ไม่คิดว่าการกล่าวว่าพระองค์มองว่าเป็นหน้าที่ที่จะไม่สั่งการอะไรแก่ประชาชนในเรื่องของศาสนา เป็นการกระทำที่ต่ำไปกว่าพระเกียรติยศของพระองค์เอง หากปล่อยให้เป็นเสรีภาพเต็มที่ของประชาชน กษัตริย์ที่ละทิ้งคำสูงส่งเช่น “ความอดกลั้น” กษัตริย์เช่นนี้ทรงเป็นผู้มีแสงสว่างทางปัญญา ควรที่จะได้รับการยกย่องจากโลกที่รู้สึกขอบคุณ และจากยุคสมัยในภายหลังว่าเป็นผู้ทรงปลดปล่อยมนุษยชาติออกจากการพึ่งพา อย่างน้อยก็จากรัฐบาล และเป็นผู้ทรงปล่อยให้ทุกคนใช้เหตุผลของตนเองในเรื่องของสำนึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เช่นนี้ หมอสอนศาสนาที่ทำหน้าที่นักวิชาการจะสามารถตีพิมพ์เผยแพร่ความคิดของตนเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าหน้าที่ต่อศาสนจักรของตนเองจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้โลกได้ตรวจสอบความคิดของเขาได้อย่างเสรี แม้ว่าความคิดที่เขาเสนอนั้นอาจจะมีที่ผิดแผกไปจากคำสอนที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่บ้าง เรื่องนี้ยิ่งเป็นจริงมากขึ้นแก่ทุกคนที่ไม่ได้มีหน้าที่ผูกพันอยู่กับการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ จิตวิญญาณของเสรีภาพกำลัง่ขยายตัวออกไปพ้นจากเส้นเขตแดน (ของปรัสเซีย) แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคภายนอกที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลที่มองไม่เห็นผลประโยชน์ที่แท้จริงของตนเอง ปรัสเซียของพระเจ้าเฟรเดอริคมหาราชเป็นตัวอย่างอันเรืองรองของเสรีภาพเช่นว่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดความวิตกกังวลใดๆเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของสาธารณชน หรือของความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของชุมชน เมื่อเราไม่ได้พยายามเก็บมนุษย์ให้อยู่ในสภาพคนป่าเถื่อน มนุษย์ก็จะหาทางออกจากสภาพเช่นนั้นเองด้วยตนเอง

ข้าพเจ้าได้เน้นย้ำประเด็นหลักของแสงสว่างทางปัญญา ได้แก่การหลุดพ้นของมนุษย์จากความอ่อนเยาว์หรือความเป็นเด็กที่ตนเองสร้างขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้ปกครองของเราไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ของประชาชนในแง่ของศิลปวิทยาการ พันธนาการทางศาสนาไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุด แต่ก็ยังเป็นอะไรที่ไร้เกียรติมากที่สุดด้วย อย่างไรก็ตามสถานะของผู้ปกครองที่ใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งให้ความสำคัญแก่ เสรีภาพด้านศิลปวิทยาการ ก็จะไปไกลกว่านั้น พระองค์รู้ว่าไม่มีอันตรายใดๆในการอนุญาตให้ประชาชนใช้เหตุผลในระดับสาธารณะได้อย่างเสรี และให้ประชาชนได้ตีพิมพ์เผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับธรรมนูญการปกครองที่ดีกว่า รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เป็นอยู่ เรามีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเสรีภาพเช่นว่านี้ และไม่มีกษัตริย์องค์ใดจะเทียบได้กับองค์ที่พวกเรานับถือยกย่องอยู่ ณ เวลานี้ [ซึ่งได้แก่พระเจ้าเฟรเดอริคมหาราชของปรัสเซีย - ผู้แปล]

มีเพียงแต่ผู้ที่มีแสงสว่างทางปัญญา ผู้ซึ่งไม่เกรงกลัวเงา และผู้ที่สั่งการกองกำลังทหารที่มีระเบียบวินัยและที่มีเป็นจำนวนมาก ให้เป็นผู้ให้หลักประกันแก่สันติภาพของประชาชน มีแต่คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะพูดได้ถึงสิ่งที่สาธารณรัฐไม่สามารถพูดได้ คือ “เถียงให้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ เถียงเรื่องอะไรก็ได้ตามต้องการ แต่ต้องเชื่อฟัง!” สิ่งนี้ได้แสดงให้เราเห็นเกี่ยวกับรูปแบบที่แปลกประหลาดและคาดไม่ถึงในกิจการของมนุษย์ (เช่นที่เราจะพบได้อยู่ตลอดหากเราพิจารณาเรื่องนี้ในความหมายที่กว้างที่สุด ซึ่งจะพบว่าเกือบทุกสิ่งทุกอย่างขัดแย้งกันในตัวเอง) คือหากมีเสรีภาพของสังคมอยู่สูง ก็จะทำให้เสรีภาพทางความคิดความเชื่อของผู้คนสูงตามไปด้วย แต่หากมีเสรีภาพเช่นนี้มากจนเกินไป ก็จะกลายเป็นกำแพงที่ทำลายไม่ได้ ที่จะปิดกั้นเสรีภาพของความคิดความเชื่อไม่ให้เจริญเติบโตได้เต็มที่ ในทางกลับกัน เสรีภาพของสังคมที่น้อยลงมากลับทำให้เสรีภาพทางความคิดและจิตวิญญาณพัฒนาขึ้นสู่จุดสูงสุด ดังนั้นเมื่อเมล็ดพันธุ์ที่ธรรมชาติได้ให้การดูแลเอาใจใส่อย่างสูงสุด อันได้แก่แนวโน้มและหน้าที่ของมนุษย์ในการคิดด้วยตนเอง ได้รับการพัฒนาภายในเปลือกหุ้มอันแข็งแกร่ง (อันได้แก่การปกป้องโดยกษัตริย์ผู้ทรงธรรม) เมล็ดพันธุ์นี้ก็จะงอกงามออกมาในจิตใจของผู้คน ซึ่งจะพัฒนาคุณภาพเป็นคนที่สามารถคิดเองทำเองได้อย่างเสรี ในท้ายที่สุด เมล็ดพันธุ์นี้ก็จะมีอิทธิพลแม้แก่หลักการของการปกครอง ซึ่งรัฐบาลจะพบว่ารัฐบาลเองจะได้ประโยชน์ หากปฏิบัติต่อมนุษย์ ซึ่งเป็นมากไปกว่าเครื่องจักร ด้วยท่าทีที่เหมาะสมแก่ศักดิ์ศรีของมนุษย์เอง

วิชาการใช้เหตุผลจำเป็นหรือไม่?

คำถามอีกคำถามหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมากในวงการผู้สอนวิชาการใช้เหตุผลก็คือว่า วิชาการใช้เหตุผลจำเป็นหรือไม่? หมายความว่าการมีวิชาหนึ่งที่แยกออกมาต่างหาก เรียกว่า “วิชาการใช้เหตุผล” ที่มุ่งสอนทักษะการคิด การมีวิจารณญาณ ฯลฯ แยกออกมาจากวิชาอื่นๆที่เน้นเนื้อหา เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ หรือว่าทักษะการคิด การวิจารณ์เหล่านี้สามารถรวมอยู่ได้ในวิชาอื่นๆอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น  ในคณะแพทย์มีการสอนให้นิสิตมีทักษะในการวินิจฉัยโรค การวินิจฉัยโรคก็ต้องดำเนินตามหลักการของเหตุผล ดังนั้นการมีทักษะในการวินิจฉัยโรคจึงประกอบไปด้วยการมีทักษะที่เรียนกันในวิชาการใช้เหตุผลไปโดยปริยาย สมมติมีคนไข้คนหนึ่งมาหาแพทย์ มีอาการปวดหัว ตัวร้อน ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ แพทย์ก็ต้องคิดตามหลักการของเหตุผลว่า อาการเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากโรคอะไร ถ้าตั้งสมมติฐานว่าเป็นโรคนี้ แล้วจะต้องมีอาการอะไรปรากฏ อาการที่ว่านี้ปรากฏในคนไข้หรือไม่ อาการปวดหัวตัวร้อนสามารถมีสาเหตุมาจากหลายโรค ถ้าจะรู้ว่าเป็นโรคอะไรแน่จะต้องทำอย่างไร ทักษะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อาศัยการคิดตามหลักเหตุผลทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีนักปรัชญาที่อยู่ในวงการสอนการใช้เหตุผลอ้างว่า การสอนทักษะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแยกออกมาเป็นวิชาเฉพาะ แต่ให้รวมอยู่กับวิชาที่นิสิตต้องเรียนอยู่แล้วในหลักสูตรของตนเอง

อีกตัวอย่างหนึ่ง ในคณะบัญชีมีการเรียนเกี่ยวกับการบริหารองค์กรธุรกิจ การใช้เหตุผลก็รวมอยู่ในการเรียนเรื่องเหล่านี้อย่างแยกไม่ออก ผู้บริหารองค์กรต้องอาศัยเหตุผลในการประเมินทางเลือกว่า หากจะบริหารองค์กรให้ได้ผลแบบนั้นแบบนี้ต้องทำอย่างไร แน่ใจได้อย่างไรว่าหากตัดสินใจแบบนี้แล้วจะได้ผลแบบที่ต้องการ ซึ่งก็เป็นทักษะการใช้เหตุผลอีกเหมือนกัน  ในการเรียนวิชาอื่นๆเช่นวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ก็มีระเบียบวิธีการวิจัยซึ่งประกอบไปด้วยทักษะการใช้เหตุผลอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว คณิตศาสตร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะการพิสูจน์ในคณิตศาสตร์ก็คือกระบวนการเดียวกันกับที่เรียนในวิชาการใช้เหตุผลเลย จะเห็นได้ว่าวิชาต่างๆทุกวิชามีการรวมเอาทักษะการใช้เหตุผลอยู่แล้วโดยปริยาย นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงอ้างว่า เราไม่จำเป็นต้องมีวิชา “การใช้เหตุผล” ที่แยกต่างหากออกมาโดยเฉพาะ แต่ควรให้นิสิตได้เรียนทักษะการใช้เหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไปกับวิชาเอกที่นิสิตต้องเรียนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการฝ่ายที่เชื่อว่าควรมีวิชาการใช้เหตุผลแยกต่างหากก็บอกว่า การมุ่งสอนการใช้เหตุผลในบริบทของการเรียนตามหลักสูตรวิชาชีพ หรือวิชาเอกของนิสิตนั้น อาจทำให้การเน้นหนักที่มิติของการอ้างเหตุผลได้รับความสนใจน้อยไป ซึ่งอาจทำให้นิสิตขาดการมองภาพกว้าง คือกว้างไปกว่าเรื่องที่ตนเรียนในคณะวิชาหรือวิชาเอกของตน เช่นคนที่เรียนในคณะบัญชี ก็อาจสนใจกระบวนการคิดหรือการใช้เหตุผลเฉพาะในบริบทของการบริหารหรือการตลาดหรือเรื่องอื่นๆที่ตนเรียนมาเท่านั้น แต่พอออกนอกบริบทของตนเอง ก็จะไม่ได้รับฝึกฝนเท่าที่ควร เพราะไม่ได้เรียนการวิเคราะห์การใช้เหตุผลที่เป็นเรื่องของเหตุผลหรือตรรกะล้วนๆโดยไม่อิงอาศัยเรื่องหรือเนื้อหาที่ตนกำลังเรียนอยู่ นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า การเรยนเพื่อให้เข้าใจทักษะของการอ้างเหตุผลหรือตรรกวิทยาล้วนๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควร เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน การจะเรียนเนื้อหาไปด้วยพร้อมๆกับการเรียนเพื่อให้ได้ทักษะเหล่านี้จึงไม่น่าจะทำให้ผู้เรียนได้ทักษะต่างๆในวิชาการอ้างเหตุผลที่เพียงพอ เพราะไปมุ่งเน้นที่เนื้อหาเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้หลายๆหลักสูตรในมหาวิทยาลัยหลายแห่งจึงมักให้นิสิตนักศึกษาเรียนวิชาการใช้เหตุผลโดยตรง (อาจเรียกว่า “การคิดเชิงวิจารณ์” (critical thinking) หรือ “ตรรกวิทยาไม่เป็นแบบแผน” (informal logic) หรืออะไรทำนองนี้) ในปีแรกของการเรียน แล้วค่อยไปเรียนเนื้อหาของตนเองอย่างเข้มข้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่บอกว่าควรรวมการเรียนการใช้เหตุผลไปกับการเรียนวิชาเนื้อหาก็จะบอกอีกว่า การเรียนทักษะการใช้เหตุผลล้วนๆ ทำให้วิชานี้เป็นนามธรรมมาก แทนที่จะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเลย เช่นแพทย์ หรือการบริหารธุรกิจ หรือภาษาต่างประเทศ ก็มาพูดเรื่องความสัมพันธ์กันเชิงตรรกของประพจน์ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมมาก ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากรู้สึกว่าวิชานี้ “ไม่เป็นประโยชน์” หรือ “ห่างไกลจากชีวิตจริง” แทนที่จะพูดเรื่องการรักษาคนไข้ หรือการจัดการองค์กร หรือเรื่องอื่นๆที่เป็นเนื้อหา ก็มาพูดเรื่องว่าประพจน์สองประพจน์นี้มีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ถ้าประพจน์แรกเป็นจริง ปรพจน์ที่สองจะต้องเป็นจริงไปด้วยหรือไม่อย่างไร โดยไม่สนใจที่เนื้อหาของประพจน์นั้นๆเลย การเรียนแบบนี้ทำให้นิสิตชั้นปีที่หนึ่งรู้สึกว่าวิชานี้ยากเกินจำเป็น ควรจะเรียนวิชาเนื้อหาไปเลยจะดีกว่า

การบอกว่าตรรกวิทยาหรือวิชาการใช้เหตุผล “ห่างไกลจากชีวิตจริง” ก็เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการประดิษฐ์คำที่ไม่มีในภาษามาใช้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถถอนตัวออกมาได้จากการยึดติดกับเนื้อหา เช่น ผมเคยออกข้อสอบให้นิสิตทำเพื่อพิจารณาว่าการอ้างเหตุผลต่อไปนี้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ คือ “ฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเช็ง ฟงเช็งทุกตัวเป็นฟงเซียง ดังนั้นฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเซียง” ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าฟงหมุยหรือฟงเซียงแปลว่าอะไร มันไม่มีคำแปลเพราะเป็นคำประดิษฐ์ขึ้นมาเฉยๆ แต่ประเด็นก็คือว่า ไม่ว่าฟงหมุยหรือฟงเช็งจะแปลว่าอะไร การอ้างเหตุผลที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผล (validity) หรือเปล่า “ชีวิตจริง” ในที่นี้คือความสัมพันธ์กันของประพจน์ ไม่ใช่เรื่องฟงหมุยหรือฟงเซียง

แต่การที่ให้นิสิตรับรู้ความสัมพันธ์กันเชิงตรรกของประพจน์ในแง่นี้ก็มีความสำคัญมาก เพราะหากนิสิตเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “ความสมเหตุสมผล” คืออะไร “ความสัมพันธ์เชิงตรรก” คืออะไร การเข้าใจเช่นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนต่อไปของนิสิต ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือบัญชี หรืออื่นๆ เพราะตรรกวิทยาเป็นวิชาว่าด้วยระเบียบแบบแผนของความคิด ทีนี้ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไร ก็ต้องคิดตามระเบียบแบบแผนนี้ตลอด

เรื่องวิชาการใช้เหตุผลนี้ยังไม่จบ ผมจะค่อยๆทยอยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิชานี้ออกมาอีกเป็นระยะๆ …

(คำว่า “ประพจน์” เป็นศัพท์บัญญัติจากคำภาษาอังกฤษว่า ‘proposition’ หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่สามารถมีคุณสมบัติเป็นจริงหรือเป็นเท็จได้)

 

วิชาการใช้เหตุผล

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปกินข้าวเย็นกับ อ. กนิษฐ์กับ อ. เกษม และ Jonathan Berg กับภรรยา ในโอกาสที่ Jonathan เดินทางมาเมืองไทยและภาคได้เชิญเขามาบรรยายเรื่องปรัชญาภาษา ในการสนทนากันเราได้พูดกันเกี่ยวกับรายวิชาการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นวิชาบังคับที่ภาคต้องสอนให้แก่นิสิตอักษรปีหนึ่งทุกคน ปัญหาก็คือว่า ในแบบประเมินที่คณะอักษรให้นิสิตที่กำลังจะจบปีสี่เขียน พบว่านิสิตส่วนใหญ่มีปัญหากับวิชานี้เป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่าในบรรดารายวิชาบังคับของคณะฯทั้งหมด วิชาการใช้เหตุผลดูจะเป็นวิชาที่นิสิตไม่ชอบมากที่สุด มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขมากที่สุด

เราก็พูดกันว่าจะทำอย่างไร ปัญหาบางอย่างเป็นเรื่องของการจัดการ เช่นภาควิชาปรัชญาแบ่งการสอนวิชานี้ออกเป็นกลุ่มๆถึงสิบกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีการสอนแยกเด็ดขาดออกจากกัน คือผู้สอนแต่ละกลุ่มเลือกเน้อหาของตนเอง เลือกหนังสือของตนเอง เลือกวิธีการสอนของตนเอง ออกข้อสอบเอง แล้วก็ตัดเกรดเอง ทำให้นิสิตบอกว่าวิชานี้เหมือนกับเล่นรูเล็ตรัสเซีย คือถ้าไปเจออาจารย์ที่ใจดีก็โชคดีได้เกรดดีๆไป แต่ถ้าไปเจออาจารย์ที่โหดหน่อยก็แย่ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาสำคัญ แต่ก็ยังไม่เท่ากับปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากกว่า คือปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาวิชานี้โดยตรง และบทบาทกับวัตถุประสงค์ของวิชานี้ในการศึกษาของนิสิตในคณะอักษรศาสตร์

วัตถุประสงค์หลักของวิชาเกี่ยวกับการใช้เหตุผล ที่มีสอนกันทั่วโลก (ไม่ใช่เฉพาะที่คณะอักษร จุฬา) ก็คือมุ่งฝึกให้ผู้เรียนรู้จัก “คิดเป็น” และ “มีวิจารณญาณ” สามารถแยกแยะได้ว่าการอ้างเหตุผลใดน่าเชื่อถือ แบบใดไม่น่าเชื่อถือ ความสามารถนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาไม่ว่าที่ใด ก็จะเน้นที่ความสามารถทำนองนี้เป็นหลัก ทั้งนี้เพราะว่าในโลกสมัยใหม่ที่มีการพยายามโน้มน้าวใจผู้คนด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล การมีความสามารถในการแยกแยะว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการศึกษาเลยก็ว่าได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดการสอนวิชาการใช้เหตุผลที่คณะอักษร จุฬาฯ จึงมีปัญหามากมายขนาดนี้

ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหามาจากว่า คณาจารย์ในภาควิชาปรัชญา ยังไม่เห็นพ้องกันว่าการสอนให้ผู้เรียน “คิดเป็น” หรือ “มีวิจารณญาณ” นั้นต้องทำอย่างไร หลายคนยังเห็นไม่ตรงกันเลยว่า “วิจารณญาณ” แปลว่าอะไร ในการประเมินของนิสิต หลายคนเขียนมาว่า วิชานี้ไม่มีประโยชน์ ก็ต้องสืบสวนต่อไปว่าที่นิสิตบอกเช่นนี้มาจากวิธีการสอนที่ไม่ถูกต้อง หรือถึงแม้ว่าสอนถูกแล้ว นิสิตก็ยังเห็นว่าไม่มีประโยชน์อยู่ดี เนื่องจากไม่มีหลักฐานในตอนนี้ที่จะแสดงได้ว่าการสอนวิชานี้ในกลุ่มต่างเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ จึงตั้งเป็นสมมติฐานก่อนว่า แม้จะสอนถูกแล้ว แต่นิสิตก็ยังไม่เห็นประโยชน์อยู่ดี

คำอธิบายแบบหนึ่งที่มักจะมีผู้เสนอขึ้นมาเพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดนิสิตจึงมักเห็นว่าวิชานี้ไม่มีประโยชน์ก็เพราะว่ามีวิชานี้มีเนื้อหาที่ “เป็นนามธรรม” (abstract) เกินไป ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือ แทนที่จะเน้นไปที่รูปแบบของการอ้างเหตุผล ซึ่งเป็นเนื้อหาของวิชาตรรกวิทยา ก็เน้นไปที่เนื้อหาของเรื่องแต่ละเรื่องที่นำมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์แทน ตัวอย่างเช่น สมมติว่านิสิตกำลังวิเคราะห์แบบฝึกหัดที่เป็นข้อเขียนเกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบัน ที่พยายามโน้มน้าวใจคนอ่านให้เห็นคล้อยตามผู้เขียน เป้าหมายของการวิเคราะห์ก็คือให้นิสิตมองเห็นว่าการอ้างเหตุผลของผู้เขียนบทความมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้บทความน่าเชื่อถือหรือไม่ ข้อเสนอในการทำให้การวิเคราะห์เป็นนามธรรมน้อยลงคือ แทนที่จะใช้หลักเกณฑ์ทางตรรกวิทยาที่มีในตำราวิชานี้ ก็ให้ดูที่เนื้อหาแทน หมายความว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบัน ผู้วิเคราะห์จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบัน อาจจะรวมทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ความลับต่างๆที่ฝ่ายแต่ละฝ่ายไม่อยากให้สาธารณชนรับรู้ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้วก็จะวิเคราะห๋บทความนี้ไม่ได้

ปัญหาของการคิดแบบนี้ก็คือว่า วิชานี้คือวิชาการใช้เหตุผล ไม่ใช่วิชาการเมืองไทยปัจจุบัน ดังนั้นเราไม่อาจคาดหวังให้ผู้เรียนวิชานี้ต้องรู้การเมืองไทยอย่างละเอียด ยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ก็ไม่ได้มาจากการเมืองอย่างเดียว เพราะมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจอีกเป็นจำนวนมาก เช่นปัญหาเกี่ยวกับการทำแท้ง ซึ่งมีการถกเถียงกันว่าควรแก้กฎหมายทำแท้งเพื่อเปิดโอกาสและทางเลือกให้แก่ผู้หญิงมากขึ้นหรือไม่ หากเราไม่เน้นที่รูปแบบของการอ้างเหตุผลที่ใช้ได้กับเรื่องต่างๆ เราก็ต้องคาดหวังว่านิสิตที่จะวิเคราะห์บทความเกี่ยวกับการทำแท้ง ต้องมีความรู้ด้านนี้เพียงพอ ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็จะทำให้ผู้ที่ได้รับการยอมรับให้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการทำแท้งได้ ต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางสูติ-นรีเวชวิทยาเท่านั้น เพราะเป็นแพทย์ที่ได้รับอนุญาตให้ทำแท้งได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำแท้งอย่างมืออาชีพ ดังนั้นประชาชนธรรมดาไม่สามารถเสนอความเห็นเกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องของกฎหมายห้ามทำแท้งได้

การคิดแบบนี้ก็ไม่เป็นผลดีแก่ระบอบประชาธิปไตยเท่าใดนัก เพราะหากจะมีระบอบการปกครองใดที่จำเป็นต้องให้ประชาชนมีวิจารณญาณอย่าที่พูดอยู่นี้ ก็จะต้องได้แก่ประชาธิปไตย ในประชาธิปไตยมีความเชื่อมั่นว่าประชาชนควรเป็นผู้ตัดสินใจในแนวนโยบายต่างๆในขั้นสุดท้าย และประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ เพราะเป็นวิถีชีวิตของประชาชนเองที่จะเลือกทางเดินแบบใด การมีความรู้เฉพาะทางก็มีบทบาทเพียงแค่เสนอทางเลือกและวิเคราะห์ผลกระทบต่างๆหากเลือกทางนั้นทางนี้ท่านั้น

ดังนั้น การเน้นที่เนื้อหาเรื่องแต่ละเรื่องที่นำมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์จึงทำไม่ได้ทั้งหมด เราจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ในเชิงนามธรรมที่เป็นรูปแบบของตรรกวิทยาอยู่ดี คือการมองเห็นภาพรวมว่า แม้เนื้อเรื่องจะเป็นการเมืองหรือเรื่องทำแท้ง หรือเรื่องอื่นๆ เช่นศาสนาหรือการหาแฟน ฯลฯ เราสามารถใช้หลักการเดียวกันได้ และหลักการนี้เองที่เราควรมุ่งให้นิสิตเรียนในวิชาการใช้เหตุผล ส่วนการนำเสนอหลักการว่าควรจะนำเสนอแบบใด เช่น แบบเน้นการเสนอเหตุผลแบบ “ไม่เป็นทางการ” (informal) ซึ่งไม่เน้นเรื่องการใช้สัญลักษณ์หรือแบบแผนที่มีลักษณะเป็นแบบคณิตศาสตร์ หรือใช้แบบแผนทางคณิตศาสตร์บ้างนั้น เป็นประเด็นปลีกย่อยที่จะนำเสนอในรายละเอียดในอีกบทความหนึ่ง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับภารกิจด้านการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย

(บทความตีพิมพ์ในสารสภาคณาจารย์ จุฬาฯ)

***

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยก็จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นก้าวแรกของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าและบริการต่างๆสามารถเคลื่อนย้ายกันไปมาภายในประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกได้ง่ายขึ้น การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจนี้ก็นับเป็นโอกาสที่มหาวิทยาลัยต่างๆของประเทศจะได้ทบทวนบทบาทของตนเอง และคิดหามาตรการเพื่อจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าไปเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจนี้ สภาคณาจารย์ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญข้อนี้ และก็ได้อภิปรายและจัดโครงการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของคณะกรรมการวิชาการ ก็แน่นอนว่ามีหน้าที่ในการอภิปรายค้นคว้าเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านการเรียนการสอนและการวิจัย อันเป็นภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย (อย่างไรก็ตามบทความนี้จะเน้นไปที่เรื่องการเรียนการสอนเป็นหลัก ส่วนเรื่องการวิจัยจะเป็นหัวข้อในอีกบทความหนึ่งที่จะนำเสนอต่อไป)

ผลพวงที่จะเห็นได้ชัดที่สุดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ได้แก่การเคลื่อนย้ายที่จะเกิดมากขึ้นของนิสิตนักศึกษาและครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยระหว่างประเทศสมาชิกต่างๆ ข้อดีของการเคลื่อนย้ายนี้มีหลายประการ ประการหนึ่งได้แก่การที่นิสิตนักศึกษาที่ย้ายไปเรียนในอีกประเทศหนึ่งนอกเหนือจากประเทศบ้านเกิด จะได้เปิดโลก พบผู้คนใหม่ๆ เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆในประเทศใหม่ การได้มีโอกาสได้เปิดโลกทัศน์เช่นนี้จะมีผลดีแก่ผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ใช้ภาษากลางในการสื่อสารนานาชาติเช่นภาษาอังกฤษแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆอีกมาก ซึ่งจะทำให้เป็นคนที่รอบรู้กว้างขวาง สัมฤทธิ์ผลในการเรียนมากขึ้น และเป็นพลเมืองของโลกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่สำคัญยิ่งของการเรียนรู้คือการเปิดโลกให้กว้างขึ้น การมีโอกาสได้ไปเรียนในต่างประเทศ ถึงแม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านในย่านเดียวกัน ก็เป็นโอกาสสำคัญของชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีข้อดีในการที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเอง จะได้มีโอกาสเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในด้านการบริหารจัดการ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้นในการที่มหาวิทยาลัยนั้นจะปฏิบัติภารกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ตัวอย่างเช่นหากมีโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว อันเป็นมหาวิทยาลัยหลักของรัฐของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในทั้งสองมหาวิทยาลัย กล่าวคือมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการ รวมทั้งเนื้อหาวิชาการใหม่ๆจากจุฬาฯ และจุฬาฯก็จะได้เรียนรู้วิธีการที่จะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยที่อาจจะเริ่มต้นพัฒนามาทีหลัง และที่สำคัญคือได้เรียนรู้แง่มุมใหม่ๆที่ไม่สามารถหาได้จากแหล่งอื่นๆ และการเชื่อมความสัมพันธ์ของจุฬาฯกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในอาเซียน และภูมิภาคอื่นๆของโลกก็เป็นไปด้วยเหตุผลเดียวกัน

ฝ่ายบริหารของจุฬาฯเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของการรวมตัวกันของภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี จึงได้จัดทำโครงการต่างๆขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนทั้งนิสิตและคณาจารย์ระหว่างกัน โครงการหนึ่งก็คือโครงการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ โครงการนี้ฝ่ายบริหารเน้นว่าไม่ได้ซ้ำซ้อนกับการเปิดหลักสูตรนานาชาติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนในหลักสูตรปกติ ที่เดิมสอนเป็นภาษาไทย ให้เริ่มเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอนมากขึ้น เราอาจจะลองมาพิจารณาโครงการนี้เป็นพิเศษในบทความนี้เพื่อดูว่าโครงการดังกล่าวมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการดำเนินงาน และหากจะดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์จะมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และเราจะแก้ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ได้อย่างไร

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโครงการสนับสนุนการสอนเป็นภาษาอังกฤษนี้เป็นการเตรียมตัวการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่เป็นรูปธรรม และชัดเจนมากที่สุดในบรรดาโครงการต่างๆที่มหาวิทยาลัยได้ริเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามชักชวนหรือผลักดันให้มีการสอนเป็นภาษาอังกฤษในหลักสูตรปกติมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อสี่ห้าปีก่อนเคยมีโครงการขอรับทุนสนับสนุนการสอนรายวิชาปกติเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเท่าที่ทราบมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ประกาศผลสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการนี้ให้ประชาคมรับทราบ ก็อาจจะหมายความว่าความตั้งใจของมหาวิทยาลัยที่จะเห็นรายวิชาในหลักสูตรปกติ (ไม่ใช่นานาชาติ) มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษนั้น ไม่เกิดขึ้นตามที่ตั้งใจ ในคราวนี้มหาวิทยาลัยก็เสนอโครงการที่มีขอบข่ายกว้างขวางขึ้น คือให้มีการเปิดหลักสูตรเป็นแบบ “สองภาษา” หรือ bilingual program ซึ่งหากปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นที่ทำให้โครงการก่อนหน้า (โครงการสนับสนุนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ) ล้มเหลวยังคงมีอยู่ ก็คาดคะเนได้เลยว่าโครงการหลักสูตรสองภาษานี้ก็จะล้มเหลวเช่นเดิมอีก ดังนั้นเราจึงน่าจะวิเคราะห์ว่าเหตุใดความพยายามของมหาวิทยาลัยในการโน้มน้าวให้อาจารย์หันมาสอนเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่ประสบความสำเร็จ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โครงการก่อนหน้าล้มเหลว และเราจะป้องกันไม่ให้ปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร เพื่อไม่ให้โครงการปัจจุบันของมหาวิทยาลัยต้องล้มเหลวอีก

เราอาจตัดปัจจัยบางประการออกไปได้เลยตั้งแต่ต้น เราเชื่อมั่นว่าอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดมีความสามารถในการสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ ข้อยกเว้นอาจจะมีในกรณีของอาจารย์ที่สอนวิชาพิเศษมากๆ เช่นศิลปะไทย ซึ่งต้องอาศัยอาจารย์ที่มี “ความเป็นไทย” สูงมากๆจนไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่การที่คณะต่างๆเปิดหลักสูตรนานาชาติกันเป็นจำนวนมาก เป็นหลักประกันที่เด่นชัดว่าอาจารย์จุฬาฯส่วนใหญ่มีความสามารถพอที่จะสอนเป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้อาจารย์จุฬาฯส่วนใหญ่ก็จบการศึกษามาจากต่างประเทศ ทำให้มีความสามารถในด้านภาษาอังกฤษสูงเป็นทุนอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังอ้างไม่ได้ว่าสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ไม่สามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็มีหลักสูตรนานาชาติที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีนิสิตจากหลายชาติมาเรียน คณะวิทยาศาสตร์กำลังเดินหน้าจัดสำนักงานนานาชาติกับมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซีย และโครงการแบบเดียวกันก็กำลังจะเกิดขึ้นในคณะทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอื่นๆอีก ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าวิชาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไม่เหมาะแก่การสอนเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องตกไป

ในเมื่ออาจารย์มีความสามารถ และเนื้อหาของวิชาการก็ไม่เป็นอุปสรรคให้สอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ เหตุผลที่ทำให้การผลักดันเรื่องนี้ก็น่าจะอยู่ที่อาจารย์กับนิสิตเป็นหลัก หากจะผลักดันให้หลักสูตรสองภาษาประสบความสำเร็จ มหาวิทยาลัยคงจะต้องเพิ่มปริมาณนิสิตที่พูดภาษาไทยไม่ได้ในหลักสูตรเหล่านี้ให้มากเพียงพอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า ภาษาเป็นเครื่องมือของการสื่อสาร หากผู้พูดมีความสามารถในการพูดภาษาต่างประเทศ แต่ผู้ฟังไม่มีใครที่ทำให้จำเป็นต้องพูด (คือเป็นคนไทยด้วยกันหมดทั้งชั้น) ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องพูดเป็นภาษาต่างประเทศ สาเหตุที่หลักสูตรนานาชาติทำเช่นนี้ได้ก็เพราะว่ามีแรงจูงใจเรื่องค่าสอนมากำกับ (แต่ก็ได้ยินมาว่ามีการสอนหลายๆครั้งในหลักสูตรนานาชาติที่ผู้สอน “ลักไก่” สอนเป็นภาษาไทยเพราะเห็นว่าผู้เรียนมีแต่คนไทยด้วยกันหมด) แต่หากเป็นหลักสูตรปกติที่ไม่มีแรงจูงใจเป็นพิเศษตรงนี้ ก็ยากที่จะมองเห็นภาพว่าการสอนแบบ “สองภาษา” ที่มหาวิทยาลัยวาดเอาไว้จะเกิดขึ้นจริง หากมีนิสิตที่พูดฟังภาษาไทยไม่ได้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่อาจารย์ที่มีความรับผิดชอบต่อความรู้ของนิสิต จะต้องขวนขวายเสนอเนื้อหาให้แก่นิสิตด้วยภาษาที่นิสิตฟังรู้เรื่อง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มปริมาณนิสิตต่างชาติในมหาวิทยาลัยอย่างฉับพลันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เรากำลังประสบกับปัญหา “ไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกัน” กล่าวคือนิสิตต่างชาติจะเลือกมาเรียนที่จุฬาฯมากขึ้น หากมีการสอนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่การสอนเป็นภาษาอังกฤษจะมากขึ้นได้ ก็ดูเหมือนว่าต้องอาศัยนิสิตต่างชาติมาเป็นตัวกระตุ้นให้อาจารย์ยอมสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทางออกทางหนึ่งก็คือว่า เพิ่มแรงจูงใจให้แก่อาจารย์ในการสอนเป็นภาษาอังกฤษให้เหมือนกับหลักสูตรนานาชาติ (โดยบริหารจัดการให้การ “ลักไก่” มีน้อยลงจนหมดไปในที่สุด) เพื่อดึงดูดนิสิตต่างชาติ พูดง่ายๆคือเพิ่มค่าสอนให้แก่อาจารย์มากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อแลกกับการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่การทำเช่นนี้จะทำให้ความแตกต่างระหว่างหลักสูตรปกติกับหลักสูตรนานาชาติหมดไป นิสิตที่เรียนหลักสูตรนานาชาติก็จะประท้วงได้ว่า เหตุใดพวกเขาจึงต้องจ่ายค่าเรียนแพงมากๆ ในขณะที่นิสิตที่เรียนหลักสูตรปกติก็ได้เรียนเป็นภาษาอังกฤษแบบเดียวกัน วิธีแก้ก็คือเราต้องยอมรับในท้ายที่สุดว่าเราจะต้องลบความแตกต่างระหว่างหลักสูตรปกติกับหลักสูตรนานาชาติให้หมดไป หลักสูตรนานาชาติเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการร่วมกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน คือผู้สอนก็จะได้รายได้มากขึ้นเพื่อมาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้เรียนก็ได้เรียนหลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เหมือนกับไปเรียนต่างประเทศ โดยที่ตัวเองยังอยู่ในประเทศไทย ในอีกทางหนึ่งหลักสูตร “สองภาษา” ที่มหาวิทยาลัยเสนอก็เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความจำเป็นอันเนื่องมาจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และความจำเป็นเกี่ยวกับการเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ของมหาวิทยาลัยเอง (ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการยอมรับจากนานาชาติและการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก) เมื่อเป็นเช่นนี้ ในท้ายที่สุดแล้ว หลักสูตรนานาชาติกับหลักสูตรปกติก็จะกลืนเข้าหากัน เพราะเหตุผลในการดำรงอยู่ของหลักสูตรทั้งสองประเภทเริ่มกลืนเข้าเป็นเหตุผลเดียวกัน (โลกาภิวัตน์ การสร้างมหาวิทยาลัยแบบต่างประเทศขึ้นในประเทศไทย) เมื่อเป็นเช่นนี้ในท้ายที่สุดเราอาจจะเรียกหลักสูตรทุกหลักสูตรในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ว่า “หลักสูตรนานาชาติ” หรือจะเรียกว่า “หลักสูตรปกติ” ก็ได้ เพราะหลักสูตรปกติได้กลายเป็นนานาชาติ และหลักสูตรนานาชาติได้กลายเป็นหลักสูตรปกติไปหมดแล้ว

ปัญหาที่มหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการ และต้องเริ่มคิดโดยด่วนเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคตก็คือว่า เราจะบริหารจัดการเรื่องค่าเล่าเรียนของหลักสูตรสองแบบที่จะกลืนเข้าหากันนี้อย่างไร ทางออกหนึ่งก็คือใช้วิธีคิดแบบหลักสูตรนานาชาติปัจจุบันกับหลักสูตรที่เหลือทั้งหมดในมหาวิทยาลัย กล่าวคือคำนวณต้นทุนที่แท้จริง แล้วก็คิดค่าเล่าเรียนไปตามนั้น แต่หากจะมีประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นเนื่องจากค่าเล่าเรียนในทุกหลักสูตรจะเพิ่มสูงขึ้นเท่ากับหลักสูตรนานาชาติทั้งหมด ก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งคือรัฐบาลยังจะสนับสนุนค่าเล่าเรียนของนิสิตอยู่ แม้หลักสูตรจะเปลี่ยนไปเป็นหลักสูตรนานาชาติทั้งหมดก็ตาม ซึ่งจะหมายความว่ารัฐบาลจะต้องรับภาระมากขึ้นอีกมาก ก็เป็นเรื่องทางนโยบายที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ หรือไม่เช่นนั้นมหาวิทยาลัยก็จะต้องบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือค่าเล่าเรียนที่จะเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ตามแนวทางที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด คือการขึ้นค่าเล่าเรียนเพื่อให้สะท้อนสภาพความเป็นจริงว่าหลักสูตรปกติกับหลักสูตรนานาชาติได้กลืนเข้าหากันแล้ว และมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า แม้ว่าจะมีนโยบายค่าเล่าเรียนแบบนี้ก็ตาม แต่นิสิตคนใดที่ไม่สามารถจะจ่ายค่าเล่าเรียน แต่มีความสามารถพอที่จะเรียน ก็จะต้องมีโอกาสได้เรียนเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น

กล่าวโดยสรุป มหาวิทยาลัยกำลังได้รับแรงผลักดันมาจากสถานการณ์โลกที่ปรากฏตัวออกมาในรูปของการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ทำให้ต้องมาคิดกันใหม่เกียวกับการบริหารหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการหลักสูตรเพื่อให้ดึงดูดนิสิตชาวต่างประเทศที่จะมาเรียนในมหาวิทยาลัย เราเห็นว่าการดึงดูดนิสิตต่างประเทศเช่นนี้ เป็นสิ่งดีอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้นิสิตคนไทยของเราเองได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา มีเพื่อนชาวต่างประเทศ ได้เปิดโลกทัศน์กว้างขวางขึ้น อันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นพลเมืองของโลกสมัยใหม่ที่ไม่มีการปิดกั้นพรมแดนระหว่างชาติอีกต่อไป การบริหารจัดการหลักสูตรนี้มหาวิทยาลัยได้เริ่มขึ้นบ้างแล้วด้วยโครงการหลักสูตรสองภาษา (bilingual program) แต่จากการวิเคราะห์พบว่า การดำเนินงานโครงการนี้จะไม่บรรลุผลหากอาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือสอนเป็นภาษาอังกฤษ วิธีที่จะให้อาจารย์ร่วมมือได้ในท้ายที่สุดก็คือ ยุบความแตกต่างระหว่างหลักสูตรปกติกับหลักสูตรนานาชาติให้หมดไป อาจารย์จะได้รับแรงจูงใจเป็นค่าสอนและการยอมรับในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น และโจทย์ต่อไปของมหาวิทยาลัยก็คือจะบริหารจัดการเรื่องค่าเล่าเรียนอย่างไร ซึ่งบทความก็ได้เสนอทางออกไว้ให้แล้ว

หวังว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็น “เสาหลัก” ของแผ่นดินในภารกิจหลักคือการสอนนิสิต ซึ่งนอกจากจะให้นิสิตมีความรู้ความสามารถในด้านสาขาวิชาที่ตนเลือกเรียนแล้ว ยังจะเป็นการเตรียมนิสิตให้เป็น “พลเมืองโลก” ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปได้อย่างเต็มที่

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ