2011 in review

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 29,000 times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 11 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

ความเสมอภาค

เขียนโดย C. Douglas Lummis

แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา

ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน

ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง

การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” ความเสมอภาคปรากฏอยู่ในแนวคิดทุกแนวที่ถือว่าผู้คนต้องอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน หรือว่าผู้พิพากษาควรให้ความสนใจหรือน้ำหนักแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยเสมอเหมือนกัน

ความเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิดทางเมืองเรื่องความยุติธรรมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันในเชิงกายภาพหรือคณิตศาสตร์ เป็นความเข้าใจที่มีมาแต่โบราณ รูปปั้นของเทพีโรมันยุสติเตียจะถือตาชั่งเป็นประจำ เช่นเดียวกับเทพีกรีกคือเธมิสและดิเค อริสโตเติลเห็นว่าความเท่ากันทั้งสองชนิดนี้แยกกันไม่ออก จนเขาแสดงเหตุผลว่า คำว่า dikast (ผู้ตัดสิน) จะต้องมีที่มาทางนิรุกติศาสตร์เช่นเดียวกันกับคำว่า dichast (ผู้แบ่ง, ผู้ตัด) (Nicomachean Ethics, 1132a)

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำกรีก isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์สำคัญในการตัดสินความต่างๆใน polis ก็มีความหมายเพิ่มขึ้นว่าเป็นความเท่ากันทั้งในด้านกายภาพหรือคณิตศาสตร์และในการตัดสินความอย่างยุติธรรม คำนี้ทำให้บุคคลสามารถเปรียบเทียบกันได้ ทั้งๆที่มีความแตกต่างกันมากมายซึ่งบางครั้งอาจเป็นความแตกต่างที่ไม่อาจนำมาวัดหรือเปรียบเทียบได้ ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้ทำได้โดยแยกและดึงเอาแง่มุมหนึ่งออกมา เช่นสิทธิ ฐานะ หรือความดีเด่น ในทำนองเดียวกันคำละติน aequalitas และ aequus ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำอังกฤษequality ก็หมายความทั้งความเท่ากันในแง่ปริมาณ และความเท่าเทียมกันทางการเมืองหรือความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม คำกรีก homoios ก็แตกต่างจาก isos ในแง่ที่ว่า คำแรกเน้นหนักที่ความละม้ายในแง่ของชนิดเดียวกัน และไม่ใช่ด้านสัดส่วนในความสัมพันธ์ ดังนั้นคำนี้ควรแปลเป็นอังกฤษว่า”like, resembling. . . ” [คล้ายคลึงกับ. . . , เหมือนกับ . . .] มากกว่า “equality” ในวาทกรรมทางการเมืองคำๆนี้ไม่ได้ใช้แทนคำว่า isos แต่ก็ใช้ในการเสนอความกลมกลืนกันหรือการลงรอยกันทางความคิดแต่ก็ไม่เสมอไป อริสโตเติลก็ใช้คำๆนี้ในการนิยามความอิจฉา ซึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่มนุษย์มี “เมื่อเห็นความมีโชคดี . . . ของผู้ที่เสมอเหมือน (homoios) กับตนเอง” (Rhetoric, 1378b) [เชิงอรรถ - ผมขอขอบคุณ Reginald Luyf และ Hans Achterhuis ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตัวบทนี้]

ในวาทกรรมทางการเมืองของกรีกความแตกต่างนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อเพริคลีสกล่าวในคำอวดอ้างอันมีชื่อเสียงในงานศพว่ากฎหมายของเอเธนส์ให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสนอประเด็นว่าความเท่าเทียมกันนี้มิได้ทำให้พลเมืองเลิกปลูกฝังความแตกต่างที่ตนมีจากผู้อื่น (Thucydides, เล่ม 2 บทที่ 37) Isos เป็นลักษณะของความยุติธรรม ไม่ใช่ของประชาชน สำหรับอริสโตเติลการใช้ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันกับคนที่ไม่เท่ากันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ในกรณีของความยุติธรรมของการแบ่งสรร isos มีความหมายเกี่ยวกับการแบ่งปันส่วนเท่าๆกันให้แก่ผู้ที่เท่ากัน และแบ่งส่วนที่ไม่เท่ากันให้แก่ผู้ที่ไม่เท่ากัน การแบ่งปันจะต้องเท่ากันความดีเด่นของผู้นั้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่การตัดสินว่าความดีเด่นด้านใดควรเป็นด้านที่ต้องคำนึงถึง: “นักประชาธิปไตยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการมีชาติกำเนิดเสรี ผู้ที่เห็นคล้อยตามกับคณาธิปไตยใช้ความร่ำรวย หรือในกรณีอื่นๆก็ใช้ชาติกำเนิด ผู้ที่ยึดถืออภิชนาธิปไตยใช้คุณธรรม” (Nicomachean Ethics, 1131a) ในกรณีของความยุติธรรมในการลงโทษ isos กลายเป็นความสามารถของผู้พิพากษาในการ ละเลย ความแตกต่างระหว่างคู่กรณี: เนื่องจากไม่ว่าคนดีจะฉ้อโกงคนเลว หรือคนเลวฉ้อโกงคนดี ก็ไม่ต่างกันทั้งสิ้น กฎหมายสนใจเพียงแต่เนื้อหาสาระของการละเมิดและปฎิบัติต่อคู่กรณีอย่างเท่าเทียมกันž (Nicomachean Ethics, 1132a) ความเสมอภาคในที่นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นการสมมติให้สิ่งอื่นๆเท่ากันเพื่อประโยชน์ในการบ่งชี้และแยกแยะสิ่งที่ต้องการศึกษา บางทีคำเปรียบเทียบที่ใช้ได้ดีในการแสดงว่า isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์เรื่องความเท่ากันในแง่นามธรรม เข้ากันได้กับโลกอันไม่สม่ำเสมอนั้น ได้แก่เส้น isobar ซึ่งเป็นเส้นบนแผนที่แสดงภูมิอากาศซึ่งเชื่อมเอาจุดที่มีความกดอากาศเท่ากัน เส้นนี้ไม่เคยเป็นเส้นตรงเลย

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าชาวกรีกมองไม่เห็นช่องว่างอันห่างไกลระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้าเราเริ่มที่การสถาปนาประชาธิปไตยของชาวกรีกที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ของโซลอน ก็พบว่าการปฏิรูปในระยะแรกเริ่มนี้เกิดขึ้น เมื่อโซลอนทำให้ประชาชนมีอิสระทั้งในขณะนี้และในอนาคต โดยการห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นทรัพย์ที่ใช้ชำระหนี้ได้ . . . และโดยการยกเลิกภาระหนี้สินของทั้งรัฐและเอกชน (Aristotle, The Athenian Constitution, VI 1) ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตกการยกเลิกภาระหนี้สินเป็นเรื่องเก่าแก่พอๆกับการเมือง ชาวเอเธนส์ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าความเท่าเทียมกัน แต่เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องภาระ ในขณะเดียวกันความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ก็มิได้เกินเลยไปจากความคิดของชาวเอเธนส์ อริสโตเติลบันทึก (และต่อต้าน) ข้อเสนอโดยฟาเลอัสแห่งคาลซีดอนที่เสนอให้มี polis หรือนครรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในทรัพย์สิน (Politics, 1266a,b)

จากอเลกซานเดอร์ถึงลินคอล์น

ในบรรดาแนวคิดเหล่านี้ ไม่มีแนวใดเลยที่เป็นเรื่องของความเสมอภาคที่เป็นหลักการสากลที่ใช้กับผู้คนทั้งหมดในโลก ตามทัศนะหนึ่งก้าวแรกของการมีแนวคิดเช่นว่านี้สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนในวันที่เป็นช่วงขณะที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในงานเลี้ยง ณ เมืองโอปิส อเลกซานเดอร์มหาราชได้สวดอ้อนวอนขอให้ชาวมาซีโดเนียและชาวเปอร์เซียมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกัน [เชิงอรรถ - W. W. Tarn. Hellenistic Civilization (1927), อ้างถึงใน George H. Sabine, A History of Political Theory. New York: Henry Holt, 1937, หน้า 141]

อาจมีผู้สงสัยว่าเหตุใดแนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน แต่การที่ประเพณีได้ให้อเลกซานเดอร์เองเป็นผู้พูดเสนอแนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เนื่องจากแนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับความต้องการของอเลกซานเดอร์เองที่จะให้ผู้คนในแว่นแคว้นต่างๆแยกออกมาจากการจงรักภักดีต่อแคว้นของตนและมาผสมกลมกลืนกันในจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ แนวคิดของพวกสโตอิกที่เสนอความคิดเรื่อง “ความเป็นสากล มนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งต่างก็มีฐานะของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” [ Ibid., หน้า 143.] ก็มีที่มาจากโลกที่อเลกซานเดอร์ได้กรุยทางไว้ให้นั่นเอง ในเวลาต่อมาชาวโรมันก็ได้นำเอาปรัชญาของสโตอิกนี้มาใช้ในการปกครองชนเผ่าต่างๆที่มีอยู่มากมายในจักรวรรดิของตน

ช่วงขณะสำคัญอีกช่วงหนึ่งในการก่อรูปของความคิดเกี่ยวกับการเท่าเทียมกันอย่างเป็นสากลก็เกิดขึ้นเมื่อชาวคริสต์ในระยะแรกได้ตัดสินใจที่จะเผยแผ่ศาสนาใหม่ของตนไปให้ผู้ที่มิได้เป็นชาวยิวมาแต่ก่อน คำกล่าวของนักบุญปีเตอร์ที่ว่า “ข้าเห็นว่าพระเจ้าไม่ใส่พระทัยว่าใครเป็นใคร” (Acts 10:34) ได้กล่าวขึ้นเมื่อเขาพบว่าคอร์เนเลียสทหารโรมันได้กลายเป็นชาวคริสต์ที่แท้ แนวคิดนี้ต่อมาได้มีอิทธิพลอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของยุโรปและของโลก แต่ก็เต็มไปด้วยความกำกวมเป็นอันมาก ถ้อยคำนี้เมื่อกล่าวโดยนักบุญปีเตอร์มีนัยยะว่ามนุษย์ทั้งหลายควรได้รับการเคารพเพียงเพราะว่าเป็นมนุษย์ เช่นเมื่อปีเตอร์กล่าวแก่คอร์เนเลียสที่กำลังคุกเข่าอยู่ว่า ”จงลุกขึ้นเถิด เพราะข้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน” (Acts 10:26) และเขายังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าได้ทรงแสดงแก่ข้าว่าข้าไม่ควรกล่าวถึงมนุษย์ใดว่าต้อยต่ำหรือว่าสกปรก” (Acts 10:28) ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจจะมีนัยยะไปในทางตรงกันข้าม คือว่าผู้คนทั้งหลายซึ่งภายนอกดูแตกต่างกันมากมายนั้น แท้ที่จริงแล้วเสมอเหมือนกันหมดในด้านความทุกข์ยาก และมนุษย์จะทำตัวให้ควรแก่การเลื่อมใสก็แต่เพียงการ ทำตน ให้เหมือนกับผู้อื่น ซึ่งได้แก่การเป็นคริสเตียน ในข้อเขียนของนักบุญเปาโลก็เต็มไปด้วยความหมายเช่นนี้

เราดีกว่าพวกเขาในแง่ใดบ้าง ก็เปล่าเลย เพราะว่าเราได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าทั้งชาวยิวและคนอื่นต่างก็ผิดบาปด้วยกันทั้งสิ้น (Romans 3:9)

บัดนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่กฎหมายว่าไว้ ย่อมว่าไว้แก่ทุกคนที่อยู่ใต้กฎหมาย เช่นปากทุกปากอาจถูกปิด และโลกทั้งหลายอาจจะผิดต่อพระเจ้า (Romans 3:19)

อาจมีผู้สงสัยว่าแทนที่ปีเตอร์จะขอให้ทหารโรมันลุกขึ้น ก็ควรจะลงคุกเข่าเสียเอง

ในสมัยกลางของยุโรป คำว่า “ความเสมอภาค” มักใช้ในความหมายว่าเป็นพวกเดียวกันหรืออยู่ในระดับชั้นทางศักดินาเสมอกัน ในความหมายนี้เองที่คำในภาษาอังกฤษว่า peer ซึ่งแต่เดิมหมายความว่าผู้เสมอกัน ได้กลายมาหมายถึงขุนนางชั้นสูง แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคสากลยังเป็นเรื่องของพระเจ้า การกล่าวอ้างว่าระบบศีลธรรมของชาวคริสต์เป็นสากลหมายความว่าทุกผู้ทุกนามมีความเสมอภาคกัน ทั้งคนชั้นสูงและต่ำต่างก็ต้องถูกตัดสินในวันพิพากษาอย่างเท่าเทียมกัน หลักการของความเสมอภาคภายใต้กฎหมายก็ยังเป็นประเพณีที่เข้มแข็ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความหมายว่าไม่ว่าผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครองต่างก็อยู่ภายใต้กฎหมาย และสมควรที่จะถูกบังคับให้เชื่อฟังกฎหมาย ความเสมอภาคในความหมายเกี่ยวกับการต่อต้านสังคมที่มีชนชั้น ก็เป็นประเพณีสำคัญสำหรับคนทั่วไป และได้กลายเป็นแรงผลักดันในการก่อกบฎหรือปฏวัติรัฐประหาร เช่นกบฏชาวนาในอังกฤษ ปี 1381 (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำกล่าวที่มีชื่อเสียงว่า When Adam delves and Eve spans/Who was then the gentleman?) ความเสมอภาคทางสังคมอาจเชื่อกันว่าเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ไม่เหมาะกับโลกนี้ที่เต็มไปด้วยคนบาป แต่ก็แนวคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่แนวคิดที่พ้นไปจากความคิดฝันของผู้คนในยุคกลางแต่อย่างใด

แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคกลับมาปรากฏใหม่เป็นพลังทางประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 มีการตีพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนมากในระยะนี้ที่นำเสนอเรื่องความเสมอภาคบนพื้นฐานของถ้อยคำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “พระเจ้าทรงไม่ใส่ใจว่าใครเป็นใคร” [God is no respecter of persons] (คำพูดนี้มาจากคัมภีร์ฉบับแปลของพระเจ้าเจมส์ ซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1611) แต่ก็มีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับว่าจะนำคำพูดนี้มาใช้ในความเป็นจริงได้อย่างไร มีผู้ใช้คำพูดนี้ในการเสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย สิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้ง (สำหรับผู้ชาย หรือชายที่มีทรัพย์สิน) การยกเลิกระบบกษัตริย์และขุนนางสืบสกุล สิทธิเท่าเทียมกันในการสอนพระคัมภีร์ (ความเสมอภาคทางความสำนึก) และสิทธิเท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ภายใต้ข้อเสนอต่างนี้มีการต่อสู้ลึกๆอยู่เบื้องล่าง ความเสมอภาคนั้น หมายถึงว่าทุกคนสะอาดเหมือนกันหรือสกปรกเหมือนกันหรือไม่ คำนี้หมายความว่าทั้งหมดเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีหรือในด้านการไร้พลังอำนาจใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่ หรือหมายความว่าความแตกต่างกันของผู้คนควรได้รับการยอมรับ หรือว่าแต่ละคนควรจะเหมือนกันหมด หรือทำให้เหมือนกันให้หมดหรือไม่

คำนิยามสองประการของคำว่าเสมอภาคเริ่มปรากฏขึ้นในระยะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำๆนี้สามารถมีความหมายแตกแยกออกไปได้อย่างมากมาย นิยามประการแรกเป็นของพันเอกเรนส์โบโร ในการโต้วาทีซึ่งจัดโดยกองทหารปฏิวัติที่เมืองพัทนีย์ในปี 1647 เรนส์โบโรสนับสนุนการปกครองโดยความยินยอมโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าคนอังกฤษที่ยากจนที่สุดมีชีวิตของเขาเช่นเดียวกับผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” [The Putney Debatesž ใน David Wootton, ed., Divine Right and Democracy, Harmondsworth: Penguin Books, 1986, หน้า 286.] ในเบื้องแรกความสำคัญของคำนิยามนี้อยู่ที่ว่าไม่ได้ตั้งให้ความเสมอภาคอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาหรือหลักการนามธรรม แต่บนสภาพของมนุษย์ ประชาชนมิได้เท่าเทียมกันเพราะพระเจ้าทรงเห็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้เท่าเทียมกันเมื่อเปรียบเทียบมนุษย์ทั้งหลายกับพระเจ้า และก็มิได้เท่าเทียมกันเพราะกฎธรรมชาติบอกไว้เช่นนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทั้งหมดมีภาระหน้าที่อันเดียวกัน นั่นคือการดำรงตนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคำนิยามนี้ได้แยกเอาความเสมอภาคออกจากนัยยะทางคณิตศาสตร์ออกมา การที่ผู้คนต้องดำรงตนอยู่ไม่สามารถบรรยายหรืออธิบายได้ด้วยสูตรหรือสมการได้โดยง่าย และก็เป็นคำนิยามที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความดีเด่นหรือความสามารถ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจหรืออยู่ในสถานะใด เขาจะต้องยืนขึ้น และคำนิยามนี้ก็ไม่มีแนวคิดว่าผู้คนมีความกลมกลืนกันหรือควรจะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าฝ่ายของเรนส์โบโรนี้พ่ายแพ้ในสงครามปฎิวัติอังกฤษ

คำนิยามประการที่สองในระยะนี้เป็นของนักปรัชญาโทมัส ฮอบส์ ในหนังสือเรื่อง De Cive (1642) และต่อมาใน Leviathan (1651) ฮอบส์เสนอความคิดว่าผู้คนเท่าเทียมกัน ซึ่งหมายความว่าเสมอเหมือนกันในแง่ของการที่แต่ละคนไม่มีความสามารถใดๆที่จะดำรงตนอยู่ได้ เว้นเสียจากว่าจะต้องยอมศิโรราบอยู่ภายใต้องค์รัฏฐาธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเต็ม แต่ละคนอาจจะต่างๆกันในด้านความเฉลียวฉลาดหรือพละกำลัง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้าเรามองคนที่โตเต็มที่ และพิจารณาว่าร่างกายของเรานั้นบอบบางเพียงใด ซึ่งร่างกายนี้เล่าเมื่อเสื่อมสลายไปก็ย่อมพาเอาความแข็งแรง คึกคะนองและปัญญาให้เสื่อมลงตามไปด้วย และถ้าเรามองเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็อาจเข่นฆ่าผู้ที่แข็งแรงที่สุดโดยง่าย ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ใดจะเชื่อว่าตัวเขานั้นจะแข็งแรงกว่าคนอื่นๆโดยธรรมชาติ มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันและกระทำการอันเท่าเทียมกันต่อกัน แต่ผู้ที่สามารถทำการใหญ่ได้แก่การฆ่าก็ย่อมทำสิ่งที่เท่าเทียมกันได้ ด้วยเหตุฉะนี้มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ [Thomas Hobbes, Man and Citizen edited by Bernard Gert, Gloucester, Mass.: Peter Smith, 1978, หน้า 114.]

สำหรับฮอบส์แล้ว ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องของคน คนจะเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าไม่มีใครเลยที่จะทำอะไรได้ดีไปกว่าคนอื่นๆด้วยพละกำลังของตนเอง คนทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคน “เปราะบาง” ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนจึงอยู่ในสภาพของความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาดังที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ ถ้าทุกๆคนลุกขึ้นยืน ผลก็คือจะเกิดสงครามของทุกคนต่อทุกคน ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพอันน้อยที่สุดในการดำรงชีวิตไว้ ทุกคนจะต้องนอนราบลงทั้งสิ้น สัญญาสังคมซึ่งชายทุกคน (คำว่า “ชาย” หรือในภาษาอังกฤษว่า “man” เป็นคำที่ถูกต้องในที่นี้ เพราะถือว่าหญิงไม่สามารถทำสัญญาสังคมได้ด้วยตนเอง) ยอมสละสิทธิตามธรรมชาติของตน เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดการตกลงกันหรือการลงรอยกันระหว่างผู้ที่ถูกพรากออกจากสถานะเดิมของตน โดยที่แม้แต่อเลกซานเดอร์มหาราชเองก็ไม่สามารถทำได้เช่นนี้ ในการทำสัญญาเช่นนี้ผู้ที่ทำสัญญากันมีความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าความแตกต่างของแต่ละฝ่ายไม่มีความหมายใดๆเมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจอันใหญ่หลวงขององค์รัฏฐาธิปัตย์:

เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย ข้าทาสมีความเท่าเทียมกันและไม่มีเกียรติยศใดๆ ข้าขององค์รัฏฐาธิปัตย์ก็เท่าเทียมกันเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่าคนอื่นเมื่ออยู่พ้นจากสายตาขององค์รัฏฐาธิปัตย์ แต่เบื้องหน้าแล้วคนเหล่านี้ก็ส่องแสงเหมือนเพียงแสงของดวงดาวที่บังอาจมาแข่งรัศมีกับรังสีของดวงอาทิตย์ [Thomas Hobes, Leviathan, edited by Michael Oakeshott, หน้า 141.]

หลังจากนี้แนวคิดของความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมได้แตกแขนงออกไปมาก แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีการโอ้อวดของการแบ่งชนชั้น (ดังที่กวีโรเบิร์ต เบิร์นได้พูดไว้ว่า Gie fools their silks, and knaves their wine/ A man’s a man for all that. นอกจากนี้ก็ยังใช้ในการโจมตีการกดขี่ข่มเหง และในการเรียกร้องให้นับถือว่าเป็นมนุษย์ ในศตวรรษนี้ความเสมอภาคได้กลายเป็นคำขวัญที่ใช้วิจารณ์การแบ่งแยกทางสีผิว ทางเชื้อชาติและทางเพศ ความคิดที่ว่าความไม่เสมอภาคของทรัพย์สินเป็นความอยุติธรรมก็เป็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้เป็นเวลานับศตวรรษของกรรมกร (ในการโต้วาทีที่พัทนีย์ในปี 1647 พวกเจ้าที่ดินให้เหตุผลว่าจะไม่ให้สิทธิออกเสียงแก่พวกที่ไม่มีที่ดินเพราะกลัวว่าพวกนี้จะใช้อำนาจทางการเมืองมาทำให้ทุกคนมีทรัพย์สินเท่ากัน และความกลัวนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของระบอบทุนนิยมมาจนถึงปัจจุบัน) แนวคิดเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันและความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมายก็เป็นศูนย์กลางของความคิดของเราเกี่ยวกับกฎหมายและความเป็นพลเมือง

ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวคิดของความเสมอภาคที่มุ่งให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกันก็เป็นพลังอันแรงกล้า ภาพลักษณ์ที่ฮอบส์เสนอเกี่ยวกับมนุษย์ว่าเหมือนกับเมล็ดทรายหรือปรมาณูในเครื่องจักรยักษ์อันได้แก่รัฐ ก็เป็นพลังที่ทำให้มนุษย์เองเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อความคิดของชาวยุโรปเกี่ยวกับประชาสังคมพัฒนาจากสังคมทางการเมืองมาเป็นสังคมทางเศรษฐกิจ ภาพของส่วนประกอบหลักของประชาสังคมนั้นก็พัฒนาไปจากพลเมืองไปสู่บุคคลเศรษฐกิจ ประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นมีความเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าและบริการ

ทอคเกอวิลล์เชื่อว่ามีแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่หยุดไม่ได้ไปสู่ความเสมอภาคที่ทำให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกัน และประเทศที่เป็นผู้นำของแนวโน้มนี้คือสหรัฐอเมริกา เขายังเชื่ออีกว่าแนวโน้มนี้เป็นอันตรายต่อความเป็นไท และหนังสืออันมีชื่อเสียงของเขา คือ ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ก็มุ่งศึกษาสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทนี้รวมทั้งแสวงหาวิธีการที่จะหยุดยั้งมัน ในหนังสือเล่มนี้ทอคเกอวิลล์ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เสมือนหนึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเขาหมายถึง “ความเสมอภาคด้านสถานะ” หรือ “ความเป็นแบบเดียวกัน” เขาเห็นว่าสังคมอเมริกันประกอบด้วยปัจเจกชนที่แยกกันอยู่และเสมอเหมือนกัน ซึ่งต่างก็ถูกตัดขาดจากอดีตและไม่สามารถสร้างความผูกพันที่มั่นคงกับผืนดินหรือกับคนอื่นๆ เราสามารถเข้าใจความหมายของทอคเกอวิลล์เกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตย (ความเสมอภาค) ได้จากคำบรรยายของเขาว่าด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด:

ในชุมชนทางตะวันตกเราอาจเห็นประชาธิปไตยอย่างสุดโต่งที่สุด ในมลรัฐเหล่านี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างลวกๆและโดยบังเอิญผู้คนที่อาศัยอยู่เพิ่งมาตั้งถิ่นฐานเมื่อวานนี้เอง ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้จักกันและเพื่อนบ้านใกล้กันต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร . . . มลรัฐใหม่ๆทางตะวันตกนี้มีผู้คนอาศัย แต่หาได้มีสังคมแต่ประการใดไม่# [Alexis de Tocqueville, Democracy in America, edited by Phillips Bradley, New York: Vintage Books, 1960, หน้า 53-54.]

ทอคเกอวิลล์ไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้อีกไม่นานจะกลายเป็นสภาพธรรมดาในสังคมอุตสาหกรรม เขาคิดคำว่า “ปัจเจกชนนิยม” (individualism) มาบรรยายความเชื่ออันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอเมริกัน (ซึ่งเขาคิดว่าเป็นความเชื่อที่ผิด) ว่าคนอเมริกันสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเขายังกล่าวอีกด้วยว่าความหลงผิดอันนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความกลมกลืนกันในด้านประเพณีและความคิดเห็นในหมู่ชาวอเมริกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ อันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในตัว

ทอคเกอวิลล์กล่าวไว้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกสังคมออกเป็นส่วนย่อยๆของปัจเจกชนที่เสมอเหมือนกันเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจขึ้นตามมาด้วย:

ข้าพเจ้าไม่รู้จักประเทศอื่นใดเลย ที่ความรักในเงินตราจะฝังรากลึกแน่นลงในจิตใจของประชากร และที่จะมีความรู้สึกเหยียดหยามอย่างยิ่งต่อทฤษฎีที่เสนอให้มีการเท่าเทียมกันของทรัพย์สินอย่างถาวร [Ibid., หน้า 53.]

ในทางกลับกัน กระบวนการที่ถอนรากประชากรออกจากผืนดิน จากอดีต และจากกันและกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการสร้างมนุษย์เศรษฐกิจขึ้นมา ก็เป็นกระบวนการที่ได้ปลดปล่อยพลังของการแข่งขันที่ทอคเกอวิลล์มองว่า เป็นพลังอันยิ่งใหญ่น่าเกรงกลัว สำหรับเขาแล้ว ชาวอเมริกันก็เหมือนกับชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และต่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่ำรวยอันเป็นจุดหมายเพียงประการเดียวของการทำงานของพวกเขา พวกเขาลงแรงทำงานด้วยความมานะบากบั่น และด้วยความรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยามวิถีชีวิตที่เราอาจเรียกได้ว่าวิถีชิวิตแบบวีรบุรุษ ถ้าคำๆนี้เหมาะที่จะใช้เรียกอะไรก็ตามนอกจากการพยายามของคุณธรรม??[ Alexis de Tocqueville, "A Fortnight in the Wilds," in Journey to America, edited by J. P. Mayer, New York: Doubleday, 1971, หน้า 364.]

ในบริบทของสหรัฐอเมริกาศตวรรษที่สิบเก้า ความเสมอภาคก็ถูกนิยามใหม่เป็น “ความเสมอภาคของโอกาส” ความเสมอภาคของโอกาสนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อในสังคมที่จัดรูปแบบเป็นการแข่งขันที่เอาแพ้ชนะ สิ่งที่เท่ากันไม่ใช่คนแต่ละคน แต่เป็นกฎเกณฑ์การแข่งขัน ในความหมายนี้ความเสมอภาคจึงเป็นการปรับความเสมอภาคตามกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างอยู่ที่เป้าหมายของการแข่งขันก็คือการสร้างความไม่เสมอภาคขึ้น ความคิดมีอยู่ว่า การแบ่งแยกทางสังคมจะเป็นธรรมถ้าเกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม ความเสมอภาคของโอกาสก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และอันที่จริงพวกเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลายในประเทศอุตสาหกรรมจะเริ่มมอบสิทธิในการออกเสียงให้แก่ชนชั้นที่ปราศจากทรัพย์สิน ก็ต่อเมื่อเจ้าของทรัพย์เริ่มเชื่อมั่นว่าคำนิยามหลักของคำว่า “เสมอภาค” ได้เปลี่ยนเป็นความเสมอภาคของโอกาส แทนที่จะเป็นการปรับให้ราบเสมอกันแล้วเท่านั้น

ความเสมอภาคของโอกาสก็มีผลในการสร้างความกลมกลืนกัน การยอมรับความเสมอภาคเช่นนี้เท่ากับเป็นการยอมรับการแข่งขัน และการยอมรับการแข่งขันก็เท่ากับการยอมรับตัวบุคคลผู้เข้าแข่งขัน วิธีนี้ความเสมอภาคของโอกาสได้รวมเอาความหมายดั้งเดิมบางส่วนของความเสมอภาคและตัดบางส่วนทิ้งไป อันทำให้เกิดสภาวะขัดแย้งกันภายในขึ้น ซึ่งได้แก่ระบบที่สร้างความกลมกลืนกันและเกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และเป็นระบบที่กล่าวอ้างว่าผลของระบบนี้ยุติธรรม

การเมืองของการ “ไล่ให้ทัน”

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็สามารถหันมาสู่คำถามเกี่ยวกับรูปแบบของความเสมอภาคในปริบทของอุดมการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบดังกล่าวอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ความเท่าเทียมกันที่การพัฒนาเศรษฐกิจให้สัญญาไว้ และความเท่าเทียมกันที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่การพัฒนาแบบใหม่นี้ให้สัญญาคือความยุติธรรมเท่าเทียมกัน (ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ) และสิ่งที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นคือความกลมกลืน (ในขณะที่มีการคงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และยิ่งไปกว่านั้นก็ทำให้ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวร้ายแรงมากขึ้น) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แก่นแท้ของความเสมอภาคในการพัฒนาเศรษฐกิจปรากฏอยู่ในวลี “ไล่ให้ทัน” หรือ “ลดช่องว่าง” ตัวอย่างเช่น ในการประกาศการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (New International Economic Order, NIEO) ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การสหประชาชาติในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 มีการประกาศว่า NIEO:

จะแก้ไขความไม่เสมอภาคและทดแทนความอยุติธรรม อันจะทำให้การขจัดช่องว่างที่กำลังกว้างขึ้นเป็นไปได้ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และประกันว่าจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ [Declaration on the Establishment of a New International Economic Order, Genral Assembly Resolution 3201, (S-VI), Preamble.]

แนวคิดที่ว่าความแตกต่างทางทรัพย์สินระหว่างประเทศสามารถบอกได้ว่าเป็นความไม่เสมอภาค ในความหมายของความอยุติธรรม เป็นแนวคิดที่เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคิดฝันถึงได้ ในกรอบความคิดดั้งเดิมการกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรมไม่อาจทำได้ระหว่างระบบที่ต่างกัน แต่ต้องเป็นภายในระบบเดียวกัน การที่แนวคิดนี้เป็นที่เข้าใจได้ในปัจจุบันเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการที่เรายอมรับว่าโลกถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบทางเศรษฐกิจระบบเดียวกัน ในความคิดของชาวกรีกโบราณที่ยังอยู่ในนครรัฐ ความเสมอภาคสากลเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิโรมัน ในทำนองเดียวกันโลกที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทั้งหมดก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว

ความคิดใหม่ประการที่สองก็คือว่าความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความไม่เสมอภาคได้มาก โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อระบบทุนนิยมจำกัดตัวอยู่แต่ในทวีปยุโรปและในอเมริกาเหนือ เป็นที่เข้าใจมาโดยตลอดว่ากระบวนการของระบบนี้ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาค และการลดความไม่เสมอภาคจะทำได้ก็แต่เพียงด้วยการใช้มาตรการทาง การเมือง เช่นการรวมกลุ่มเป็นสหภาพเพื่อต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลของกรรมกร หรือใช้นโยบายสวัสดิการ แนวคิดที่ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นทุนนิยม ดังนั้นจึงอาจสร้างความเสมอภาคขึ้นได้โดยการพัฒนาของระบบนี้เอง นับเป็นแนวคิดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า NIEO เองก็เกิดจากการเมือง องค์กรนี้หวังที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของประเทศโลกที่สามในการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลก และนำระบบนี้ไปสู่ทิศทางใหม่ แต่ถ้าทิศทางนี้จะต้องเปลี่ยนด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็ยังเป็นจริงอยู่ว่าความเสมอภาคยังถือว่าเกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จุดมุ่งหมายของกระบวนการทางการเมืองก็คือการปลดปล่อย ประเทศที่กำลังพัฒนาให้รวบรวมเอาทรัพยากรต่างๆเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา[Ibid., 4, (r).]

ความคิดใหม่ประการที่สามก็คือความคิดว่า การพัฒนาสามารถนำไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติในด้านเกี่ยวกับความร่ำรวย หรือ ความมั่งคั่งอย่างสูงสุด ดังที่ประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมนได้กล่าวไว้ในปี 1949 ในการประกาศเป้าหมายสี่ประการ (Four Points Program) เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏิญญาของระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่หรือ NIEO ก็ให้ความหวังว่า ความแตกต่างอันพบได้ทั่วไปในโลกอาจจะถูกขับไล่ไปและความมั่งคั่งสามารถเป็นของทุกคนได้ [ Ibid., 4, (b).] ถ้าจะให้กล่าวโดยไม่เกรงกลัวแล้ว จะพบว่าแนวคิดนี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายมาเป็นแนวคิดที่เราค่อนข้างคุ้นเคย ในวาทกรรมทางการพัฒนาที่สุภาพจะไม่มีการพูดถึงการปรับให้ราบลงเท่ากัน มีแต่การปรับให้สูงเสมอกัน นี่คือความหมายของ “การไล่ให้ทัน”

เช่นเดียวกับความเสมอภาคของโอกาส แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคในการพัฒนาโลกก็ตึ้งอยู่บนพื้นฐานว่า ทุกคนในโลกกำลังเล่นหรือน่าจะเล่นเกมส์เดียวกัน การที่ประชาชนในโลกจะเล่นเกมส์การพัฒนาได้ ก็จะต้องถูกทำให้กลายเป็นผู้เล่นจริงๆเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นอันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทฤษฏีการพัฒนา นักทฤษฎีเรื่องการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่ต่างก็มีความจริงใจในประเด็นที่ว่า การแทรกซึมของการทำให้เกิดความกลมกลืนกันลงไปในบุคคลิกภาพและวัฒนธรรมจะต้องลงไปลึกมาก:

ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดจนการยอมรับแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือการยอมรับค่านิยมใหม่ๆและการเปลี่ยนสิ่งที่ชื่นชอบ มิติที่ลึกยิ่งกว่านี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในด้านแรงจูงใจและทิศทางที่พลังงานของมนุษย์ควรจะถูกชักนำไป [Lucian W. Pye, Communications and Motivations for Modernization, in Pye, ed., Communications and Political Development, Princeton, NJ: Princeton University Press, 1963, หน้า 149.]

การ “รวบรวมพลัง” หรือในภาษาอังกฤษว่า “mobilize” ประชาชนและวัฒนธรรมเข้ามาในระบบเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการของการดึงเอามนุษย์เศรษฐกิจออกมาจากปริบทดั้งเดิม เช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ หรือในอังกฤษ ข้อแตกต่างที่เพียงแต่ว่าครั้งนี้ขอบเขตของกระบวนการใหญ่โตกว่ามาก วัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์อันมีอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งต่างก็ได้พัฒนาขึ้น (ในความหมายดั้งเดิม) ด้วยแรงงานและจินตนาการของประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ ได้ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ระบบคุณค่าเดียวกัน และสิ่งใดก็ตามที่ไม่เข้ากับระบบใหม่นี้ก็จะถูกตัดทิ้งไปด้วยการตัดสินอย่างทารุณที่สุดเท่าที่พวกประโยชน์นิยมจะทำได้ นั่นคือการบอกว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้

สาธารณชนผู้ซึ่งไม่ติดยึดอยู่กับบรรทัดฐานใดๆของการตัดสินนอกไปจากบรรทัดฐานของเผ่าพันธ์ ถิ่นกำเนิด กลุ่มพรรคพวกหรืออารมณ์ . . . . ผู้คนเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อสังคมสมัยใหม่ [Edward Shils, "Demagogues and Cadres in the Political Development of the New States," in Pye, op. cit., หน้า 64.]

เมื่อประชาชนเดิมตามบรรทัดฐานดั้งเดิมของตนในการตัดสินสิ่งต่างๆ ประชาชนเหล่านี้ก็มีความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับว่าความมั่งคั่งคืออะไร (ซึ่งบ่อยครั้งจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางสายกลางเป็นวิถีหนึ่งไปสู้เป้าหมาย) และว่าความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร (บ่อยครั้งเกี่ยวกับกลวิธีในการแจกจ่ายแบ่งปันเพื่อลดช่องว่าง) มาบัดนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ลดคุณค่าลงไปโดยฝีมือของนักพัฒนาตะวันตก [หรือที่เดินตามรอยเท้าของนักพัฒนาตะวันตก - เติมโดยผู้แปล ] ซึ่งมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงขยะ (หรือ ไม่มีประโยชน์ž ตามคำพูดของ เอ็ดเวิร์ด ชิลล์) ความรุ่มรวยและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดของวัฒนธรรมมนุษย์ได้ถูกนิยามใหม่ และถูกมองว่าเป็นลักษณะอันน่าสมเพชของความด้อยพัฒนา

การพัฒนาได้ให้สัญญาว่าจะเกิดความเท่าเทียมกันในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่การพัฒนากำลังก่อให้เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้พินาศลงไป

การเรียกร้องอันว่างเปล่าเพื่อความเสมอภาคในโลก

บางคนอาจคิดว่า การเสียสละโดยคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คุ้มค่า ถ้าคำสัญญานี้เพียงเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้จึงควรจะกล่าวถึงเหตุผลลางประการที่แสดงว่า คำสัญญานี้ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

ประการแรก พิจารณาข้อมูลสถิติ จากสถิติของธนาคารโลกในปีค.ศ. 1988 ใน World Development Report รายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศที่ธนาคารแห่งนี้เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจตลาดอุตสาหกรรม” (ได้แก่ประเทศทุนนิยม 20 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด) เท่ากับ 12,960 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโตโดยเฉลี่ย (1965-1986) 2.3 เปอร์เซนต์ การคำนวณง่ายๆให้ผลว่า การเพิ่มต่อปีในรายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศเหล่านี้เท่ากับ 298.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกฟากหนึ่ง รายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่ยากจนที่สุด 33 ประเทศในปีเดียวกันเท่ากับ 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโต 3.1 เปอร์เซนต์ การคำนวณแบบเดียวกันให้ผลว่า การเพิ่มของรายได้ประชาชาติต่อปีมีเพียง 8.37 ดอลลาร์เท่านั้น จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่า ช่องว่างระหว่างประเทศทางเหนือกับทางใต้จะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ เป็นจริงที่ว่าถ้าประเทศยากจนสามารถรักษาอัตราโตเช่นนี้ไว้ได้โดยให้สูงกว่าอัตราของประเทศร่ำรวยเป็นเวลานานมากๆ ในทางทฤษฎีแล้วก็จะถึงเวลาหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่ากัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดกันแน่ สมมติว่าอัตราโตที่รายงานใน World Development Report เป็นอัตราคงที่ เราอาจจะคำนวณหาได้ว่า ระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าประเทศยากจนจะโตให้เท่ากับระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศร่ำรวยในปี 1986 ได้นั้น เป็นเวลาถึง 127 ปี และประเทศยากจนก็จะ “ไล่ทัน” ประเทศร่ำรวยได้ในเวลารวม 497 ปี ในขณะนั้นจำนวนตัวเลขของรายได้ประชาชาติจะเป็น 1,049 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! แม้เราจะถือเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คืออัตราโตคงที่สำหรับประเทศยากจนทั้งหมดเป็น 5 เปอร์เซนต์ ประเทศเหล่านี้ก็จะใช้เวลาถึง 149 ปีกว่าจะขึ้นมาทัน ซึ่งในขณะนั้นรายได้ประชาชาติต่อหัวก็จะเท่ากับ 400,000 ดอลลาร์ต่อปี อันที่จริงอัตราโตของประเทศเหล่านี้ ยกเว้นของอินเดียและจีนเท่ากับเพียง 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีวันไล่ทันได้เลย

ตัวเลขเหล่านี้น่าจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่า หลังจากที่ได้พยายามและลงแรงไปมากเพื่อ “การพัฒนา” ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนก็ยังคงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ถ้านักเศรษฐศาสตร์เช่น เอ จี แฟรงค์ ซามีร์ อามิน หรืออิมมานูเอง วอลเลนสไตน์คิดถูกแล้ว โลกในนี้มิใช่เศรษฐกิจของชาติหลายๆชาติที่มารวมเข้าด้วยกัน เช่นที่รายงานของธนาคารโลกเสนอ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจระบบเดียวกันที่ทำงานโดยการถ่ายเททรัพยากรจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย ส่วนใหญ่ของ “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ซึ่งได้แก่ทรัพยากรของประเทศร่ำรวย คือ ทรัพยากรที่นำเข้ามาจากประเทศยากจน ระบบเศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิด ความไม่เสมอภาคและ ดำรงอยู่ บนความไม่เสมอภาค เช่นเดียวกับที่เครื่องยนต์สันดาปภายในถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างความกดอากาศข้างบนกับข้างล่างห้องสูบ ระบบเศรษฐกิจโลกก็ถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน

ถ้ามีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการไล่ให้ทัน เราอาจอ้างถึงอดีตประธานธนาคารโลกโรเบิร์ต แมคนามารา ในการพูดอันมีชื่อเสียงครั้งหนึ่งต่อคณะกรรมการของธนาคารในปี 1973 แมคนามารากล่าวว่าการที่ประเทศร่ำรวยจะต่อต้านการพัฒนาของประเทศยากจนเป็น การมองการณ์ใกล้ เพราะว่าในระยะยาวประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนก็จะได้ประโยชน์ [Robert S. McNamara, Address to the Board of Governors, World Bank, Nairobi, Kenya, 24 September 1973.] เราอาจมั่นใจได้ว่าการพัฒนาใดๆที่ทำให้ประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้นบ้างจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประเทศร่ำรวยยิ่งรวยขึ้นอีกมากมาย

ผู้สนับสนุนการพัฒนาบางคนให้เหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นจริงกับการพัฒนาบางประเภทเท่านั้น และมีการพัฒนาแบบอื่น เช่นทางเลือกการพัฒนา การพัฒนาแท้ การพัฒนาเพื่อประชาชน หรืออย่างอื่นที่คล้ายๆกัน ที่สามารถนำความเสมอภาคและความมั่งคั่งมาสู่โลกทั้งหมดได้ ถ้าเรื่องนี้หมายความว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างไปสามารถหยุดการกดขี่ข่มเหงและความอดหยาก พร้อมกับสร้างสันติภาพและความยุติธรรมในระดับนานาชาติ สิ่งนี้จะเป็นความหวังที่ไม่อาจละทิ้งได้ แต่ถ้าสิ่งนี้หมายความว่า มีกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจบางอย่างที่อาจสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีระดับของสิ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่าความมั่งคั่งได้แล้วละก็ เรื่องนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

มีผู้ประมาณการเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะให้ประชากรของโลกทั้งหมด มีอัตราการบริโภคพลังงานเท่ากับประชากรของเมืองลอส แอนเจลีสแล้ว เราจะต้องมีโลกถึงห้าใบจึงจะเพียงพอ ตัวเลขที่แน่นอนอาจจะเป็นที่น่าสงสัย แต่ประเด็นหลักก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ถ้าเราไม่พิจารณาการที่ระดับของการบริโภคอันสูงลิ่วของเมืองลอส แอนเจลีส ไม่ได้ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันแตกอย่างใด และมิได้ขจัดความยากจนในเมืองนั้น โลกก็ไม่อาจหล่อเลี้ยงคนร่ำรวยส่วนน้อยที่ดำรงตนอยู่ด้วยการบริโภคพลังงานมากขนาดนี้ ความเชื่อเก่าแก่นี้มีเป้าหมายในทางปฏิบัติ คือทำให้ประชาชนหันเหความสนใจจากความไม่เสมอภาคที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจโลก และยังสร้างความชอบธรรมให้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล รวมทั้งจ้างงานให้คนจิตใจดีมากมายให้อยู่ในระบบ แต่ข้อเท็จจริงก็ยังเป็นเช่นเดิม คือในระบบเศรษฐกิจนี้หรืออื่นใด ก็ตาม ระดับของการบริโภคของคนร่ำรวยจะกัดกินโลกให้หมดไป ถ้าถูกขยายขอบเขตออกไป

ประการสุดท้ายคือ ตามความหมายของคำว่า “rich” เองในภาษาอังกฤษนั้น สิ่งที่เรียกได้ว่า rich ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนแบ่งปันกันได้ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า rich คืออะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับ Oxford English Dictionary บอกเราว่าก่อนที่คำๆนี้จะมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจ คำนี้เคยมีความหมายเชิงการเมืองมาก่อน คำๆนี้มีที่มาจากคำละตินว่า rex ซึ่งแปลว่า “ราชา” และคำนิยามที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว คือความหมายว่า “ทรงพลัง” “มีอำนาจ” “สูงส่ง” “ประเสริฐ” “ยิ่งใหญ่” อีกความหมายหนึ่งอยู่ในรูปตัวสะกดว่า riche ซึ่งเลิกใช้ไปแล้วเช่นกัน ได้แก่ “ราชอาณาจักร” “แว่นแคว้น” “เขตแดนของราชา” แต่เดิมผู้ที่ได้ชื่อว่า rich คือผู้ที่มีพลังอำนาจเปรียบประดุจราชา นั่นคือพลังอำนาจเหนือผู้อื่น ความหมายคือพลังอำนาจที่คุณเท่านั้นที่มีได้แต่คนอื่นๆไม่มี ที่ใดที่ไม่มีข้าราษฎร ที่นั้นก็จะไม่มีราชา เพิ่งมาไม่นานนี้เองที่คำๆนี้ได้มีความหมายแคบเข้าเป็นพลังอำนาจที่คุณมีเหนือผู้อื่น เพราะคุณมีเงินมากกว่าผู้อื่น โดยแก่นแท้แล้ว การเป็นผู้ได้ชื่อว่า rich มิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ควบคุมทรัพย์สิน แต่เป็นผู้ที่ควบคุมผู้อื่นเนื่องจากมีทรัพย์มากกว่า ค่าของเงินตราก็มิได้เป็นสิ่งที่ลึกลับแต่ประการใด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า “อำนาจซื้อ” หรือ purchasing power ในภาษาอังกฤษ [เชิงอรรถ - เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำในทางเศรษฐศาสตร์นั้น แต่เดิมแล้วเป็นคำที่มิได้มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์เลย ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดิบและหยาบ ซึ่งได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนิยายปรัมปราว่าด้วย "สัญญาอิสระ" ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ดังที่พจนานุกรม Oxford English Dictionary ได้ให้นิยามไว้อย่างแจ่มชัด คำว่า purchase ในภาษาอังกฤษ (ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำละตินว่า pro capitare แปลว่า "ไล่" "ล่า" "จับ") เคยมีความหมายว่า "ยึดหรือถือเอาด้วยพละกำลังหรือด้วยความรุนแรง" "ทำลายล้าง" "ปล้นสะดมภ์" "จับยึด" นอกจากนี้คำว่า finance ก็มีความหมายว่า "การจ่ายทรัพย์เพื่อแลกกับการปลดปล่อยจากการถูกจับหรือการลงโทษ" คำว่า pay ก็มาจากคำละตินว่า pacere หมายความว่า "ไถ่" "ทำให้สงบ" "ทำให้เลิกรบ"]  ประเด็นนี้ได้มีผู้กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งราวร้อยปีล่วงแล้ว ซึ่งได้แก่จอห์น รัสกิ้น

ข้าพเจ้าสังเกตว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลายยากนักที่จะหาใครที่รู้ว่าคำว่า “rich” มีความหมายว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุดถ้าเขารู้ เขาก็มิได้ใช้เหตุผลเพื่อจะได้ตระหนักว่า คำๆนี้เป็นคำที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับคำอื่น ได้แก่คำว่า “poor” เช่นเดียวกับที่คำว่า “เหนือ” มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับ “ใต้” ผู้คนพูดกับเขียนราวกับว่า riches หรือทรัพย์สินต่างๆเป็นสิ่งสัมบูรณ์ หรือมีค่าในตัวของมันเอง และเป็นไปได้ที่ว่าทุกๆคนจะร่ำรวยได้ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่อันที่จริง ความร่ำรวยเป็นพลังชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างระหว่างขั้วทั้งสองที่ข้างหนึ่งมีประจุแต่อีกข้างหนึ่งไม่มี พลังของเงินหนึ่งกินนีในกระเป๋าคุณขึ้นอยู่กับการที่เงินจำนวนนี้ไม่ปรากฏตัวอยู่ในกระเป๋าของเพื่อนของคุณ ถ้าเขาไม่ต้องการเงินจำนวนนี้ เงินนี้ก็จะไม่มีความหมายใดๆต่อคุณเลย พลังของเงินในกระเป๋าของคุณขึ้นโดยตรงกับการที่เพื่อนของคุณต้องการจะได้เงินนั้นมากเท่าใด และด้วยเหตุฉะนี้ศิลปะของการสร้างความร่ำรวยก็คือศิลปะของการทำให้เพื่อนบ้านของคุณยากจนลงนั่นเอง [John Ruskin, Unto This Last, Lincoln, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967 (original edn., 1860), หน้า 30.]

เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งแยกคนเป็นคนรวยและคนจนก็มิใช่ผลของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสัจพจน์ที่แฝงอยู่ในการมีคนรวยขึ้นมาได้ การพยายามสร้างภาพขึ้นว่าทรัพย์สินต่างๆของโลกเป็นสิ่งที่ทุกๆคนมีได้เท่าเทียมกันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงอย่างร้ายกาจ แต่ภาพอันฉ้อฉลนี้เองที่เป็นที่ภาพที่นิยายลวงโลกเรื่อง “การตามให้ทันทางเศรษฐกิจ” เสนอออกมาหลอกลวงอยู่ตลอด การหลอกลวงนี้เริ่มต้นที่การบอกว่า จะให้ความร่ำรวยระดับหนึ่งแก่ ทุกๆคน ซึ่งความร่ำรวยดังกล่าวนี้เป็นความร่ำรวยที่ทำให้จำเป็นต้องมี บางคน ที่ยากจน นิยายลวงโลกนี้ทำให้ชีวิตบางแบบกลายเป็นชีวิตที่พึงปรารถนา ชีวิตเช่นนี้ได้แก่ ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อมีส่วนร่วมในการผลิตของโลก (เนื่องจากคนอื่นๆทำมากกว่า) ชีวิตที่บริโภคมากกว่าส่วนแบ่งของตนในปริมาณสินค้าของโลก (เนื่องจากคนอื่นบริโภคน้อยกว่า) และชีวิตที่สุขสบายเนื่องจากมีคนใช้มากมายคอยปรนนิบัติ (ไม่ว่าคนรับใช้เหล่านั้นจะรับจ้างโดยตรงหรือไม่ก็ตาม) ถ้าระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบได้กับรูปปิรามิด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทุกๆคนอยากยืนอยู่บนยอด แต่ไม่มีหนทางใดเลยที่สภาพเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ [เนื่องจากว่าชีวิตแบบนั้นทำให้จำเป็นต้องมีคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องยากจนอยู่ - เติมโดยผู้แปล ]

ความไม่เท่าเทียมกันที่แฝงอยู่แล้วในระบบเช่นนี้ ก็ยังแฝงตัวอยู่ในการบริโภคของคนสมัยใหม่ด้วย เราได้เรียนรู้จาก ธอร์สตีน เวเบลน ว่าการบริโภคส่วนใหญ่ที่เราถือว่าเป็นความร่ำรวยแบบสมัยใหม่นั้นเรียกว่า “การบริโภคแบบโอ้อวด” หรือในภาษาอังกฤษว่า conspicuous consumption ความสุขที่ได้จากการบริโภคแบบนี้ก็คือการที่รู้ว่ามีคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสบริโภคได้แบบเดียวกัน การบริโภคแบบโอ้อวดนี้มิได้จำกัดตัวอยู่แต่คนรวยเท่านั้น การพยายามทำให้ผู้คนเกิดภาพในใจขึ้นว่าสินค้าชนิดหนึ่งทำให้ผู้ใช้กลายเป็น “ชนชั้นสูง” เป็นวิธีการขายสินค้าไม่จำเป็นให้แก่คนยากจน ซึ่งเป็นวิธีการที่เหล่าบริษัทโฆษณาทั้งหลายรู้จักกันดี การบริโภคแบบโอ้อวดนี้ก็มิได้จำกัดตัวอยู่แต่ในประเทศที่ร่ำรวย การปลูกฝังความต้องการได้บริโภคเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของนักพัฒนาซึ่งต่างก็พูดถึง “การปฏิวัติของความต้องการที่สูงขึ้น” การปลูกฝังความต้องการชีวิตแบบชนชั้นสูง และการโฆษณาชวนเชื่อว่าสินค้าหลายชนิดในท้องตลาดนำมาซึ่งชีวิตแบบนั้น ทำให้นักการขายมีความหวังว่าผู้บริโภคจะกลายเป็นหนูถีบจักรที่คอยแต่จะทำให้เขารวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้อยคำของเวเบลนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคที่เรารู้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักพอนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะของสิ่งแวดล้อม

ถ้า . . . แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการสะสมเป็นเพียงการขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือในการแสวงหาความสะดวกสบายทางร่างกายในระดับหนึ่งแล้ว ความต้องการทางเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชนก็อาจจะตอบสนองได้เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง . . . . แต่เนื่องจากว่าการต่อสู้นั้นเป็นการแข่งขันกันเพื่อชื่อเสียง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานคือการเปรียบเทียบระหว่างกันว่าใครจะมีมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือการบรรลุถึงจุดหมายของพัฒนาหรือการแสวงหาความร่ำรวยนั้นไม่สามารถเป็นไปได้เลย [Thorstein Veblen, The Theory of the Leisure Class, Mentor, 1953, หน้า 39.]

ดังนั้น เหตุผลเดียวกันนี้ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า การที่สังคมที่เคยเป็นสังคมนิยมมาก่อนอยากจะยกระดับชีวิตของตนให้เท่ากับในสหรัฐฯ ทำให้สังคมเหล่านั้นแตกตัวออกมาเป็นชนชั้นและเกิดโครงสร้างของชนชั้นขึ้น ระดับการครองชีพของสหรัฐฯมีนัยยะเรื่องชนชั้นเกี่ยวเข้ามาด้วย เหตุนี้เองที่คำสะแลงในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน classy (แปลเป็นไทยว่า “ชั้นสูง” – เติมโดยผู้แปล ) ใช้เรียกใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราเช่นนี้

ความเสมอภาคในการพัฒนา หรือการพยายามไล่ให้ทันด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นแนวคิดที่สวนทางกับสามัญสำนึกและวิชาเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ (ตราบใดที่เรายังต้องอยู่บนโลกใบเดียว) และเป็นความขัดแย้งทางตรรกะ ในขณะเดียวกันก็ยังให้เกิดความไม่เสมอภาคแบบใหม่ๆขึ้นอีกด้วย การให้โลกตกอยู่ภายใต้มาตราวัดเหมือนกัน ทำให้โอกาสของการเปรียบเทียบสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “ความเสมอภาคอันมีประสิทธิผลของสิ่งที่เข้ากันไม่ได้” ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละวัฒนธรรมมีประเพณีและมาตรฐานของการตัดสินคุณค่าไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณค่านี้ไม่สามารถนำมาวัดหรือจัดลำดับกันโดยใช้กรอบที่ครอบคลุมวัฒนธรรมต่างๆได้ การที่เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกๆคนหรือทุกๆฝ่ายได้รับเสียงเท่าๆกันและศักดิ์ศรีเท่าๆกัน แนวคิดที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นแนวคิดปัจจุบันก็คือวัฒนธรรมทั้งหมดในโลกสามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ โดยอาศัยมาตรวัด “มาตรฐานการครองชีพ” (ซึ่งมีนัยยะว่ามีการปรับให้การดำรงชีวิตของทั้งหมดให้มีระดับเท่าเทียมกัน) มาตรวัดดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้วัฒนธรรมต่างๆสามารถเข้ากันได้ และวัดเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งย่อมหมายความว่าไม่เท่าเทียมกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นการทำให้ประชาชนในโลกต้องสูญเสียแนวคิดเฉพาะตนเกี่ยวกับเรื่องว่า ความมั่งคั่งคืออะไร สถานการณ์ที่ประชาชนกลับกลายมาคิดถึงความมั่งคั่งในแนวเดียวกันหมดนี้ ทำให้การกะเกณฑ์ผู้คนมาเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกง่ายขึ้นมาก ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็น “คนยากจน” ของโลกเคียงคู่กับ “คนร่ำรวย” ทรัพย์สินของ “คนยากจน” ทำให้คนรวยรวยขึ้น การที่คนยากจนไม่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทำให้คนร่ำรวยมีพลังขึ้นมาได้ ความต่ำต้อยของคนจนทำให้คนรวยหยิ่งจองหอง และการที่คนจนต้องพึ่งพาอาศัยคนรวยทำให้คนรวยมีความเป็นอิสระขึ้นมาได้ ความเท่าเทียมกันที่เกี่ยวกับการ “ลดช่องว่าง” หรือ “การตามให้ทัน” จึงเป็นเพียงนิยายลวงโลกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงของการจัดองค์กรและการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความไม่เท่าเทียมกัน

ทรัพย์ร่วม

ความร่ำรวยมิได้เป็นเพียงรูปแบบเดียวของทรัพย์ แต่มีอีกหลายรูปแบบที่คนทั่วไปอาจแบ่งปันกันได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ คำว่า “ทรัพย์ร่วม” หรือในภาษาอังกฤษว่า commonwealth เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาละตินว่า res publica หรือ “สิ่งสาธารณะ” ทรัพย์ร่วมไม่ใช่อะไรที่มีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการแบ่งปันทางการเมืองโดยชุมชนนั้นๆ แนวคิดนี้เป็นที่รู้กันในสังคมส่วนใหญ่ในโลก และก็ยังเป็นที่รู้จักแม้ในสังคมที่เป็นทุนนิยมแบบจัดที่สุด ทรัพย์ร่วมอาจอยู่ในรูปของถนนสาธารณะ สะพาน ห้องสมุด สวน โรงเรียน วัดหรือโบสถ์ หรืองานทางศิลปะที่ทำให้ชีวิตของผู้คนทั้งหมดรุ่มรวยขึ้น ทรัพย์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปของ “สมบัติสาธารณประโยชน์” เช่น ที่ทำกินที่ใช้ร่วมกัน ป่าเขา หรือท้องทะเล หรืออาจอยู่ในรูปของงานพิธี เทศกาล งานเฉลิมฉลอง การร่ายรำ และความบันเทิงของส่วนรวมอื่นๆที่ทุกๆคนร่วมกันเฉลิมฉลอง โดยทั่วไปแล้ว ชุมชนที่เลือกเน้นหนักที่สหทรัพย์และการใช้ทรัพย์นี้ร่วมกัน ก็มักจะปลูกฝังการประมาณตนในการบริโภคส่วนบุคคลไปพร้อมกันด้วย

การรวบเอาโลกทั้งหมดมาอยู่ภายใต้มาตรวัดเดียวกัน เพื่อให้ชุมชนทุกรูปแบบยกเว้นรูปแบบเดียวเท่านั้นต้องกลายเป็นชุมชนที่ด้อยค่า ด้อยพัฒนา ไม่เท่าเทียมและน่าสงสาร เป็นการกระทำที่ทำให้เราเสมือนหนึ่งตาบอด การกำจัดการใช้มาตรวัดประเภทนี้ออกไปจากจิตใจทำให้เรามองเห็นโลกในแง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน และทำให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้มิได้มีเพียงสองเท่านั้น คือการพัฒนาหรือการไม่พัฒนา แต่จริงๆแล้วมีหนทางมากมายหลากหลายที่เป็นไปได้ในการจัดระเบียบชุมชน การกลับมาค้นพบคุณค่าต่างๆในชุมชนเหล่านี้มิได้หมายความว่า เราค้นพบคุณค่าในความยากจน แต่พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยถูกเรียกว่า “จน” แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบอีกรูปหนึ่งของความมั่งคั่ง คำว่า “prosper” ในภาษาอังกฤษ (ละตินว่า pro spere ) มีความหมายดั้งเดิมว่า “เป็นไปตามความหวัง” การที่ผู้คนจะมั่งคั่งอย่างไรและเมื่อใดนั้น ขึ้นกับว่าเขาหวังอะไร และความมั่งคั่งจะกลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจไปก็ต่อเมื่อเราล้มเลิกหรือทำลายความหวังทั้งหมดนอกจากความหวังทางเศรษฐกิจเท่านั้น

ถ้าทรัพย์เป็นผลผลิตส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ชุมชนต่างๆอาจเลือกทางเดินต่างๆกันเกี่ยวกับว่าส่วนเกินนี้ควรจะทำอย่างไร หรืออยู่ในรูปแบบใด ส่วนเกินอาจอยู่ในรูปแบบของการบริโภคส่วนบุคคลหรือในงานสาธารณะ หรืออาจอยู่ในรูปของการลดภาระการทำงาน หรือการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์ในงานศิลปะ การเรียน การฉลอง หรือในงานพิธีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเลือกทางการเมือง ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ถ้าเราคิดว่าทางเลือกทางการเมืองคือการตัดสินใจขั้นพื้นฐานในชุมชนเกี่ยวกับว่า ทรัพย์สินหรือผลผลิตในชุมชนนั้นจะแบ่งปันกันอย่างไร ถ้ากฎเกณฑ์ของการแบ่งปันคือการให้ผลผลิตแก่ทุกคนตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เราก็จำต้องเข้าใจด้วยว่ามีหลายชุมชนในโลกที่จัดระเบียบชุมชนของตน เพื่อให้ผืนดินได้สิ่งที่มันควรได้ ท้องทะเลได้สิ่งที่มันควรได้ ป่าได้สิ่งที่ควรได้ ปลา นก และสัตว์ทั้งหลายก็ได้สัดส่วนของตนด้วย สำหรับชุมชนเหล่านี้ซึ่งได้ให้ผลผลิตส่วนเกินแก่ผืนดินแล้ว ความยากจนข้นแค้นที่เขาดูเหมือนจะประสบอยู่ แท้ที่จริงแล้วเป็นความร่ำรวยอย่างยิ่งที่อยู่ในรูปของผลผลิตส่วนเกินปริมาณมากและทรัพย์ร่วมขนาดมหาศาล การจับคู่กันระหว่างแนวคิดโบราณเรื่อง ทรัพย์ร่วมž และแนวคิดปัจจุบันเกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเกิดขึ้น (หรือเกิดขึ้นมาใหม่) อาจก่อให้เกิดนิยามใหม่ที่เป็นประโยชน์ว่า ทรัพย์ž นั้นแท้ที่จริงคืออะไร

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าความไม่เสมอภาคไม่ใช่ปัญหาในโลกปัจจุบัน ความไม่เสมอภาคยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม แต่เป็นปัญหาของ isos [ความไม่เท่ากัน] ไม่ใช่ homoios [ความเป็นเนื้อเดียวกัน] ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่ประสบอยู่เป็นปัญหาที่เรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่การทำให้ผู้คนทั้งหมดในโลกมีลักษณะเหมือนกันหมดสิ้น จนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกเพียงระบบเดียวและวัฒนธรรมเพียงวัฒนธรรมเดียว กล่าวสั้นๆก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันมิใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าจะพูดกันอย่างถูกต้องจริงๆแล้ว เศรษฐศาสตร์ไม่มีศัพท์ที่บรรยายความไม่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นปัญหา แต่มีเพียงศัพท์ที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันตามที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ความยุติธรรมž มิใช่คำในวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าความไม่เสมอภาคเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหาทางการเมือง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อปลดแอก

ท้ายที่สุด การวิเคราะห์ข้างต้นนี้ทำให้เราสามารถระบุตัวปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้ ปัญหา ที่แท้จริงของความไม่เสมอภาคไม่ได้อยู้ที่ความยากจน แต่อยู่ที่ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เมื่อเป็นเช่นนี้ “ปัญหาของคนยากจนในโลก” ถ้าจะนิยามให้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นหนึ่งเดียวกับ ปัญหาของคนร่ำรวยในโลกž ทั้งนี้ความหมายก็คือว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนยากจนอย่างขนานใหญ่เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการพัฒนา แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้านความฟุ้งเฟ้อ เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการต่อต้านการพัฒนา การเดินทางเส้นทางหลังนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ เพื่อบีบบังคับให้คนส่วนใหญ่ในโลกรู้สึกอับอายในประเพณีดั้งเดิมของตนที่นิยมการบริโภคเพียงพอควร แต่เป็นการเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ที่จะบีบบังคับให้คนร่ำรวยเกิดความละอายใจและความอดสูต่อนิสัยในการบริโภคอย่างไร้ขอบเขตและไร้ยางอาย รวมทั้งให้เห็นความน่าทุเรศของการยืมจมูกคนอื่นหายใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยได้ เราอาจกลับไปที่ภูมิปัญญาของอริสโตเติลอีกครั้งหนึ่ง อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า

อาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้กระทำในนามของความอดอยาก แต่ในนามของความฟุ่มเฟือย มนุษย์มิได้กลายเป็นทรราชเพียงเพื่อที่จะหลีกหนีจากความเหน็บหนาว (Politics 1267a)

บรรณานุกรม

เป็นไปได้ว่าการยืนยันครั้งแรกเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมืองอยู่ในสุนทรพจน์ของเพริคลีสที่กล่าวในงานศพ (Funeral Oration) ซึ่งธูซิดิดีสได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง “สงครามเพโลพอนนีเซียน” (The Peloponnesian War, Crawley tr., with intro. by John H. Finley, Jr., New York: Modern Library, 1951) ในสมัยนี้หลายคนเริ่มลืมไปว่า ถ้อยคำของเพริคลีสนี้กล่าวขึ้นในการเล่าเรื่องว่าความเท่าเทียมกันในความหยิ่งผยองนำความหายนะมาสู่ชาวเอเธนส์อย่างไร เพลโตในงานเรื่อง อุตมรัฐ (The Republic, New York: 1968 ผมแนะนำฉบับแปลของ Harold Bloom แต่ไม่จำเป็นว่าผมจะแนนำบทความอธิบายของเขา) ได้สร้างนครรัฐในอุดมคติไว้บทพื้นฐานของความไม่เสมอภาคที่เฉียบขาด และเสียดสีระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคแม้แต่แก่สัตว์ การอภิปรายอย่างจริงจังและเป็นวิชาการเกี่ยวกับความเสมอภาคเริ่มต้นที่อริสโตเติล (Politics, London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1932, book II; Nicomechean Ethics. London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1926, Book V)

คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ (ในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะ The World Turned Upside Down, Penguin, 1972) ให้ภาพอันเจ่มชัดของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันและอิสรภาพในการปฏิวัติอังกฤษ โดยเขียนจากมุมมองที่เข้าข้างฝ่าย Diggers เชื่อได้ยากว่าเขาเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แหล่งรวบรวมเอกสารที่เชื่อถือได้และหาได้ง่ายจากสมัยนั้นคือหนังสือที่ David Wootton เป็นผู้รวมรวมและตรวจชำระเรื่อง (Divine Right and Democracy, Penguin 1986) โธมัส ฮอบส์ ซึ่งหวาดกลัวเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก (Leviathan, Michael Oakeshott, ed., intro. by Richard S. Peters, New York and London: Collier, 1962) ได้พัฒนาแบบจำลองที่เป็นที่รู้จักกันดี เกี่ยวกับว่าความเสมอภาคอย่างที่เป็นความเสมอเหมือนจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางอำนาจอย่างสมบูรณ์ นักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยปฏิวัติปี 1688 ในอังกฤษคือจอห์น ล็อค (Two Treatises of Government, ed. with intro. by Peter Laslett, London: Cambridge University Press, 1963) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่จับเอาการปฏิวัติเรื่องความเสมอภาคยัดใส่กล่อง แล้วดึงเอาชนชั้นกฎุมพีของอังกฤษออกมาด้วยฝีมือยอดมายากล

ผู้ที่โจมตีความไม่เสมอภาคที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีผู้กระทำมาคือ ฌอง ฌาค รุสโซ (“A Discourse on the Origin of Inquality” in The Social Contract and Discourses, tr. with intro. by G. D. H. Cole, New York and London: Everyman, 1950.) ข้อเขียนของรุสโซนี้มีพลังเทียบเท่ากับสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงโดยผู้จัด la conspiration des equaux ซึ่งได้แก่กรัคคุส บาเบอฟ (The Defense of Graccus Babeuf Before the High Court of Vendome, New York: Schocken, 1972) ในหนังสือที่กล่าวได้ว่าเป็นการการวิพากษ์ความคิดเกลียดชังผู้หญิงของรุสโซ ซึ่งรังเกียจและปฏิเสธสถานะของผู้หญิง เช่นเดียวกับที่สภาปฏิวัติฝรั่งเศสที่ไม่รวมเอาผู้หญิงเข้าไว้ด้วยในการปฏิวัติ เมรี่ โวลสโตนครอฟ์ (A Vindication of the Rights of Woman, Carol H. Poston ed., New York and London: Norton, 1975) ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตของการมีสิทธิเท่าเทียมกันของผู้หญิง และในสมัยเดียวกัน โรเบิร์ด เบิร์น ได้เขียนบกกวีอันยิ่งใหญ่ เรื่อง A Man’s A Man for A’ that [ยังไงๆ คนก็เป็นคนอยู่นั่นแหละ!] ก็เป็นบทกวีที่นำมาอ่านหรือขับร้องได้ทุกโอกาส

บทวิเคราะห์อันชาญฉลาดของ จอห์น รัสกิ้น เกี่ยวกับ “จน” “รวย” (Unto This Last, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967) จางหายไปเมื่อเขาสรุปอย่างอ่อนๆว่า คนรวยควรช่วยเหลือคนยากจนมากขึ้น ในทางตรงข้าม วิลเลียม มอร์ริส (News from Nowhere, in G. D. H. Dole, ed., William Morris, London: Nonesuch Press, 1948) ได้วาดภาพเมืองในฝันซึ่งเป็นเพียงเมืองเดียวที่ประสบผลสำเร็จในการวาดภาพความหลายหลายของวัฒนธรรมและความเท่าเทียมในงานชิ้นเดียวกัน

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมิรกันคือ เฮนรี่ อดัมส์ได้ให้นวนิยายเรื่องหนึ่งแก่เรา (Democracy, New York: New American Library, 1961 [orig. 1880]) ซึ่งเปิดเผยถึงความต้องการได้ความไม่เสมอภาคที่อยู่ในใจของทุกคน ภาพของอเล็กซิส เดอ ทอคเคอร์วิลล์เกี่ยวกับต้นทุนในด้านภูมิปัญญา วัฒนธรรมและจิตใจของความเสมอภาคในฐานะที่เป็นความเสมอเหมือนในสังคมสหรัฐฯเอาไว้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นบทวิเคราะห์ที่ยังไม่มีใครทำได้เทียบเท่า งานเขียนอันมีอิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องการบริโภคแบบโอ้อวด ซึ่งเขียนขึ้นในลีลาอันทรงพลัง คืองานของธอร์สตีน เวเบลน (The Theory of the Leisure Class, New York: Mentor, 1953) บทความดีเยี่ยมสองบทที่ได้ให้ภาพรวมของการถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสมอภาคในปัจจุบัน คือบทความของ จอห์น เอช. ชารร์ (“Some Ways of Thinking About Equality” และ “Equality of Opportunity and Beyond,” ทั้งสองนี้อยู่ใน Schaar, Legitimacy and the Modern State, New Brunswick and London: Transaction, 1981)

เอกสารสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดว่าการพัฒนาจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศคือ ประกาศการจัดตั้งระเบียบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (UN General Assembly Declaration 3201 [S-VI]) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปไม่ได้ของการกระทำดังกล่าวภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โปรดดู อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์ (Latin America: Underdevelopment or Revolution, New York: Monthly Review Press, 1969) ซาเมอร์ อามิน (Unequal Development, New York: Monthly Review Press) และ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (World Inequality, Montreal: Black Rose Books, 1975)

มีงานเขียนเป็นอันมากที่ว่าด้วยการที่ความไม่เสมอภาคทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ต้องพิกลพิการไป และการที่ความไม่เสมอภาคนี้ทำให้ความพิการดังกล่าวดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเพียงสองงานคือ โดโรธี ดินเนอร์สไตน์ (The Mermaid and the Minotaur, New York: Harper, 1976) และ ฟรานซ์ เฟนอน (The Wretched of the Earth, Constance Farrington, ed., New York: Grove, 1966)

Tagged , , , , , ,

ประมวลรายวิชาปรัชญาทั่วไป

ประมวลรายวิชา (Course Syllabus)

  1. รหัสวิชา (Course Number)

    1. 2207-102

  2. จำนวนหน่วยกิต (Course Credit)

    1. 3

  3. ชื่อวิชา (Course Title)

    1. ปรัชญาทั่วไป

  4. คณะ/ภาควิชา (Faculty / Department)

    1. อักษรศาสตร์/ปรัชญา

  5. ภาคการศึกษา (ต้น/ปลาย/ฤดูร้อน) Semester (First / Second / Summer)

    1. ปลาย/2554

  6. ปีการศึกษา (Academic Year)

    1. 2554

  7. ชื่อผู้สอน (รายวิชาที่มีผู้สอนหลายคน ระบุชื่ออาจารย์ผู้ร่วมสอนทุกคน) (Instructor / Academic Staff)

    1. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

  8. เงื่อนไขรายวิชา (Condition)

    1. วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Prerequisite)

      1. ไม่มี

    2. วิชาบังคับร่วม (Corequisite)

      1. ไม่มี

    3. วิชาควบ (Concurrent)

      1. ไม่มี

  9. สถานภาพของวิชา (วิชาบังคับ/วิชาเลือก) Status (Required / Elective)

    1. บังคับ

  10. ชื่อหลักสูตร (Curriculum)

    1. อักษรศาสตร์บัณฑิต

  11. วิชาระดับ (Degree)

    1. ปริญญาตรี

  12. จำนวนชั่วโมงที่สอน/สัปดาห์ (Hours / Week)

    1. 3

  13. เนื้อหารายวิชา (Course Description)

    1. แนะนำปรัชญาในระดับเบื้องต้น ปัญหาพื้นฐานในปรัชญา แนวคิดต่างๆเกี่ยวกับโลกกับธรรมชาติและมนุษย์ (อภิปรัชญา) ความรู้ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความจริง (ญาณวิทยา) ความดี ความยุติธรรม ความถูกผิดของการกระทำ (จริยศาสตร์) ดนตรี ศิลปะ วรรณคดี และความงาม (สุนทรียศาสตร์)

  14. ประมวลการเรียนรายวิชา (Course Outline)

    1. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives)

      1. นิสิตสามารถอธิบายปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้

      2. นิสิตสามารถวิเคราะห์และประเมินปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้

    2. เนื้อหารายวิชาต่อสัปดาห์ (Learning Contents)

      • 16 .. แนะนำรายวิชา

      • 23 .. Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 1

      • 30 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 1 (contd.)

      • 6 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 2

      • 13 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 2 (contd.)

      • 20 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 3

      • 27 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 3 (contd.)

      • 3 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 4

      • 10 .. สอบกลางภาค

      • 17 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 5

      • 24 ..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 5 (contd.)

      • 2 มี..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 6

      • 9 มี..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 6 (contd.)

      • 16 มี..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 7

      • 23 มี..Nigel Warburton, Philosophy, Chapter 7 (contd.)

    1. วิธีจัดการเรียนการสอน (Method)

  • การบรรยาย (Lecture)

  • การบรรยายเชิงอภิปราย (Lecture and discussion

  • การระดมสมอง และการอภิปรายกรณีศึกษาเพื่อให้รู้จักการวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

  • การสรุปประเด็นสำคัญ หรือการนำเสนอ

    1. สื่อการสอน (Media)

  • สื่อนำเสนอในรูปแบบ (PowerPoint media)

  • สื่ออิเล็กทรอนิกส์ / เว็บไซต์ (Electronics and website media)

    1. อื่นๆ

      1. ระบบจัดการการเรียนรู้ที่ใช้ (Learning Management System)

        1. Wikispaces
          https://genphil.wikispaces.com/

    2. การวัดผลการเรียน (Evaluation)

      1. สอบกลางภาค 25%

      2. สอบปลายภาค 25%

      3. บันทึกความในใจ 15%

      4. บทความ 15%

      5. คำถาม 20%

15. รายชื่อหนังสืออ่านประกอบ (Reading List)

    1. หนังสือบังคับ (Required Text)

      1. Nigel Warburton, Philosophy: The Basics (Routledge, 1992).

    1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม (Supplementary Texts)

      1. Richard David Precht, Who am I? And If so, How Many? (Spiegel & Grau, 2011)

15.3 บทความวิจัย/บทความวิชาการ (ถ้ามี) Research Articles / Academic Articles (If any)

15.4 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Electronic Media or Websites)

16. การประเมินผลการสอน (Teacher Evaluation) โปรดระบุการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้

16.1 การประเมินการสอน ใช้รูปแบบของมหาวิทยาลัยตามระบบ CU-CAS

16.2 การปรับปรุงจากผลการประเมินการสอนครั้งที่ผ่านมา (ระบุว่าได้ดำเนินการในเรื่องใดบ้าง เช่น ปรับปรุงเนื้อหา สื่อการสอน วิธีการสอน เป็นต้น) (Changes made in accordance with the previous evaluation e.g. adjustments in content, teaching media, teaching method)

16.3 การอภิปรายหรือการวิเคราะห์ที่เสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลำดับที่

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

ผลการเรียนรู้

วิธีการสอน

วิธีการประเมิน

1.

นิสิตสามารถอธิบายปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้

1.1 รู้รอบ

การบรรยาย/ การสรุปประเด็นสำคัญ การประเมินการบ้าน/ การประเมินรายงาน/ การประเมินการวิพากษ์/ การสอบข้อเขียน

2.

นิสิตสามารถวิเคราะห์และประเมินปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้

3.1 คิดเป็น -สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ

การบรรยาย/ การอภิปราย/ การสอนแบบสัมมนา/ การสรุปประเด็นสำคัญ/การให้คำปรึกษารายบุคคล/ การนำเสนอผลการสืบค้นที่ได้รับมอบหมาย การประเมินการบ้าน/ การประเมินรายงาน/ การประเมินการวิพากษ์/ การสอบข้อเขียน

 

Learning Outcomes อื่นๆ

2.1.1 มีคุณธรรม/จริยธรรม

2.1.2 มีจรรยาบรรณ

3.2 คิดเป็น – สามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์

3.3 คิดเป็น – มีทักษะในการคิดแก้ปัญหา

4.2.1 ทำเป็น – มีทักษะทางการสื่อสาร – ใช้ภาษาไทยได้ดีมาก

5.1 ใฝ่รู้และรู้จักวิธีการเรียนรู้ – ใฝ่รู้

6 มีภาวะผู้นำ

8 มีจิตอาสาและสำนึกสาธารณะ

9 ดำรงความเป็นไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์

 

Tagged , , , ,

ไชยันต์ ไชยพรกับปัญหาประชาธิปไตย

ในบทความเรื่อง “ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?” ไชยันต์ ไชยพรได้เสนอความคิดว่า การเข้ามาสู่อำนาจของอดอสฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันอย่างท่วมท้น และได้เชื่อมโยงกรณีนี้กับการยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ในเมื่อการอ้างเสียงสนับสนุนของมหาชนเป็นจำนวนมากของฮิตเลอร์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง การอ้างเสียสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณในการให้มหาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา ก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เราจะมาพิจารณากันว่า การอ้างเหตุผลและการเปรียบเทียบของไชยันต์นี้ถูกต้องหรือไม่

ประเด็นแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ไชยันต์พยายามอ้างเหตุผลให้ผู้อ่านเชื่อว่า การที่ฮิตเลอร์เข้ามาสู่อำนาจได้นั้นเป็นเพราะกระบวนการประชาธิปไตย กล่าวคือไชยันต์พยายามทำให้คนอ่านเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องเสมอไป เพราะปล่อยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้ แต่สิ่งที่ไชยันต์ไม่ได้พูดถึงคือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมันด้วยการยุบตำแหน่งประธานาธิบดี และตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นมาให้ตัวเองมีอำนาจสุงสุดแต่เพียงผู้เดียว ไชยันต์ไม่ได้บอกในบทความของเขาว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการสวนทางกับกระบวนประชาธิปไตยที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การปกครองด้วยมติมหาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายด้วย จริงอยู่ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้นเอง แต่การทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้หมายถึงการทำตามตัวบทของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นสากล ซึ่งอยู่เหนือกว่าบทบัญญัติของกฎหมายด้วย การทำการให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมนี้เป็นหัวใจของการ “ปกครองด้วยกฎหมาย” หรือ rule of law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้อำนาจได้รับอำนาจมาอย่างถูกต้อง และใช้อำนาจนั้นโดยเป็นไปตามหลักของความถูกต้องนั้น เหตุผลที่สนับสนุนประเด็นนี้ก็คือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมจำนวนมาก เช่นกฎหมายปราบปรามชาวเยอรมันเชื้อสายยิว มีการริดรอนสิทธิ และกดขี่ข่มเหงชาวยิวด้วยวิธีการทารุณต่างๆ กฎหมายเหล่านี้ออกโดยขัดกับหลักการของความยุติธรรม และทำนองคลองธรรมอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นแม้ว่าฮิตเลอร์จะใช้กลไกของรัฐสภาและระบบเสียงข้างมากในการออกกฎหมายเหล่านั้น กระบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายแต่ประการใด เพราะทำไปเพียงเพราะโอนอ่อนไปตามอำเภอใจของฮิตเลอร์ในฐานะผู้ใช้อำนาจเผด็จการสูงสุดเท่านั้น ไชยันต์ไม่อาจเรียกกระบวนการนี้ว่า “ประชาธิปไตย” ได้ เพราะประชาธิปไตยต้องประกอบด้วย “การปกครองด้วยกฎหมาย” ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การที่ไชยันต์ละเลยไม่พูดถึงประเด็นเรื่องการปกครองด้วยกฎหมาย หรือเรื่องความยุติธรรมที่อยู่เหนือขึ้นไปจากตัวบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร จึงเป็นการเปิดช่องให้นำไปสู่ข้อสรุปที่พยายามจะให้คนอ่านเชื่อ คือประเด็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องเสมอไป อันที่จริงการปกครองตามอำเภอใจโดยรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ใช้อำนาจนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันและเป็นหลักเกณฑ์ที่คงเส้นคงวาต่างหาก ที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ไชยันต์กลับไม่ได้เน้นเรื่องนี้ เนื่องจากประชาธิปไตยแบบที่สากลโลกยึดถือ จะต้องประกอบไปด้วยการปกครองด้วยกฎหมาย หรือให้ถูกจริงๆต้องบอกว่า การปกครองตามหลักทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องเสมอไป การใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ในบทความของไชยันต์จึงต่างออกไป ซึ่งทำให้คนอ่านอาจเห็นคล้อยไปได้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องชอบธรรม หากไม่ได้พิจารณาวิธีการอ้างเหตุผลของไชยันต์อย่างละเอียด

อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไชยันต์อ้างว่าฮิตเลอร์มีมติมหาชนสนับสนุน แต่กลับไม่ได้เสนอความจริงอีกด้านหนึ่งว่า “มติมหาชน” ที่ว่านี้ได้มาด้วยการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยกลวิธีอันฉ้อฉลต่างๆกัน พรรคนาซีของฮิตเลอร์นั้นไม่ได้มีแต่นักการเมืองที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีเท่านั้น แต่ตั้งแต่ฮิตเลอร์เข้าร่วมพรรคนี้เป็นต้นมา พรรคนี้ก็มีอีกปีกหนึ่งที่เป็นฝ่ายรุนแรง พร้อมที่จะใช้กำลังได้ทุกเมื่อ ตอนที่ฮิตเลอร์ถูกจับขังคุกในราวต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ นั้นก็เพราะว่าเขาพยายามใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยฝ่ายรุนแรงของพรรคนาซี (เรียกว่า “เสื้อน้ำตาล”) ก่อการวุ่นวายโดยมุ่งจะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น และเมื่อฮิตเลอร์ออกจากคุกมาก็ยังดำเนินการวิธีทางการเมืองที่รวมเอากระบวนการปกติกับกระบวนการรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อข่มขวัญประชาชนเยอรมันให้เชื่อว่า มีแต่พรรคนาซีเท่านั้นที่เป็นทางเลือกเดียวของเยอรมัน เมื่อฮิตเลอร์เริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระบวนรุนแรงเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อในแนวทางต่างๆมากมายพร้อมกับความรุนแรง วิธีการที่เป็นที่รับรู้กันมากที่สุดคือการเผาอาคารรัฐสภา โดยวันหนึ่งเกิดไฟไหม้ขึ้นที่อาคารรัฐสภาของเยอรมัน แทนที่ฮิตเลอร์จะเปิดให้มีการสอบสวน กลับประกาศทันทีว่าเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าพรรคนาซีของฮิตเลอร์เองเป็นผู้เผา แล้วป้ายความผิดให้พรรคคอมมิวนิสต์) แล้วทันใดนั้นก็ออกจับทุกๆคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์และกระบวนการฝ่ายซ็าย การกระทำเช่นนี้รวมกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างปูพรมทุกลมหายใจ ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันส่วนหนึ่งเกิดความกลัวไม่กล้าแม้กระทั่งจะเลือกพรรคอื่น โดยคิดว่าถ้าไม่เลือกพรรคนาซีจะเกิดความวุ่นวายในประเทศอย่างไม่สิ้นสุด และข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พรรคนาซีไม่เคยได้รับเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ในการเลือกตั้งเลย ดังนั้นที่ไชยันต์บอกว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจเพราะมติมหาชนล้วนๆ จึงเป็นการเดินตามคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีอย่างไม่รู้ตัว (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถดูได้ทางอินเทอร์เน็ตได้ที่นี่ – How Hitler Became a Dictator)

ประเด็นต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบกับประเทศไทย ไชยันต์บอกว่า การยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ต.ท. ทักษิณต้องการเสียงสนับสนุนของประชาชนในการหลีกหนีกระบวนการตรวจสอบกรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป โดยนัยยะก็ได้แก่ประเด็นที่ว่า ลำพังมติมหาชนนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความชอบธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้นถึงแม้ยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งกลับมาใหม่พรรคไทยรักไทยชนะอีก ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีความชอบธรรม ความจริงถ้าไชยันต์เน้นประเด็นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมและการปกครองด้วยกฎหมายในการวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็จะทำให้การอ้างเหตุผลของเขามีน้ำหนักขึ้นมามาก แต่เหตุผลของไชยันต์กลับกลายเป็นว่า ฮิตเลอร์อ้างมติมหาชน แต่ฮิตเลอร์ทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ซึ่งไชยันต์เข้าใจไปว่าคือ “ประชาธิปไตย”) จึงเป็นการปกครองที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ในทำนองเดียวกัน ทักษิณก็อ้างมติมหาชน แต่ทักษิณทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ในกรณีของประเทศไทย) ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุผลนี้มีข้อบกพร่องอยู่หลายจุดดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนี้การเปรียบเทียบก็ยังไม่ถูกต้องอีก เนื่องจากเมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็น “ผู้นำ” (Fuehrer) ของประเทศเยอรมนีนั้น แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฝ่ายค้านเหลือในประเทศอีกแล้ว พรรคฝ่ายค้านใหญ่ๆ เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democrat) ล้วนถูกกวาดไปอยู่ในค่ายกักกันจนหมดสิ้น และเมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กถึงแก้อสัญญกรรม หลังจากที่ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงปีกว่า ฮิตเลอร์ก็รวบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถมีการใช้สองตำแหน่งนี้คานกันได้อีกต่อไป รัฐสภา Reichstag ก็ไม่มีพรรคฝ่ายค้านเหลือ กลายเป็นว่าสมาชิกรัฐสภามีแต่สมาชิกพรรคนาซีเท่านั้น แต่สถานการณ์ในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ถึงแม้ว่าจะมองกันว่าพรรคไทยรักไทยมีอำนาจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงในสภากว่าร้อยเสียงในขณะนั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีเสียงนอกสภา เช่นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเสียงของข้าราชการประจำต่างๆ นำโดยกองทัพบก ฝ่ายค้านเหล่านี้ทำให้การเปรียบเทียบทักษิณกับฮิตเลอร์ของไชยันต์ไม่สามารถจินตนาการออกไปได้ไม่ว่าจะทำอย่างไร

จุดใหญ่ที่ไชยันต์ต้องการเสนอ คือทำให้ประชาชนคนไทยหมดความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย คิดว่าอาจมีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตยก็ได้ แต่ไชยันต์ทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยผิดไป ประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยการปกครองด้วยกฎหมายอันเป็นไปตามทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องเสมอ และเนื่องจากการอ้างเหตุผลขอไชยันต์มีข้อบกพร่องมากมาย ความพยายามในการบิดเบือนประชาธิปไตยของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tagged , , , , , , , ,

น้ำท่วมกับการเมือง

ในขณะที่เขียนอยู่นี้ผมกำลังลี้ภัยจากภาวะน้ำท่วมมาอยู่ที่ศูนย์ขทิรวัน ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิพันดาราที่หัวหิน ศูนย์นี้อยู่ที่ตำบลหนองพลับ ห่างจากตัวเมืองหัวหินราวๆ ๓๕ กิโลเมตร บรรยากาศเป็นป่าเขา อากาศดีเย็นสบาย คิดว่าคงมาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์ พอมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนของลูกเปิดเทอมก็คงกลับไป ป่านนั้นก็หวังว่าน้ำคงลดไปบ้างไม่มากก็น้อย

เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ได้ติดตามข่าวน้ำท่วมที่กรุงเทพฯกับภาคกลางเป็นระยะๆ และเนื่องจากที่นี่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็เลยต้องขับรถไปที่ตลาดหนองพลับเพื่อไปใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ต โพสนี้ก็ส่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตนี่เหมือนกัน

แน่นอนว่าข่าวยอดฮิตในยุคนี้คงไม่มีอะไรเกิดน้ำท่วม และในยุคของสื่อเครือข่ายทางสังคม กระแสความคิดความเห็นต่างๆเผยแพร่ออกไปรวดเร็วมาก ที่น่าสนใจก็คือว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานกว่าห้าปี คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็พยายามจะลืมความขัดแย้งนี้ ต่างก็ช่วยเหลือกันและกันเท่าที่จะทำได้ ใครที่มีความสามารถจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็สมัครเป็นจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เราได้เห็นคนต่างประเทศ เช่นคนญี่ปุ่นช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่เขาประสบภัยแผ่นดินไหวกับสินามิ เราก็ดีใจที่เห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ในประเทศไทยด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำท่วมนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังลุกโชนอยู่ ก็แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายที่พยายามโยงเอากระแสการเมืองกับกระแสน้ำท่วมเข้าไว้ด้วยกัน ในเว็บเครือข่ายทางสังคมเช่นเฟสบุ๊ค มีหลายคนที่ดูเหมือนว่าจะพยายามสร้างกระแสให้คนเกลียดรัฐบาลด้วยการด่าว่ารัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเสียๆหายๆ ขุดคุ้ยเรื่องต่างๆมาโจมตี ซึ่งหลายเรื่องก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่เป็นความจริง กระแสการโจมตีนี้ดูหนักหน่วงราวกับว่ามีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำให้รัฐบาลดูมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และก็สอดคล้องกับที่มีบางคนกลัวว่า ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจกำลังพยายามโจมตีรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน เพื่อให้เป็นบันไดปูทางที่ฝ่ายตัวเองจะได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ได้เป็นนายกเพราะพี่ชายชวนมาให้เป็น และตัวพี่ชายเองก็เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในสายตาของหลายต่อหลายคน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลง่อนแง่นมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดหรือกลุ่มใดจะดลบันดาลให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหายวับไปกับตาได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้ว่านายกจะไม่มีประสบการณ์อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครสงสัยความมุ่งมั่นของเธอที่จะเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ นายกยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในที่นั่งที่ลำบากมากกว่านายกรัฐมนตรีหลายคนที่ผ่านมา ที่เมื่อมาเป็นนายกฯไม่เท่าไหร่ก็ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์อันรุนแรงทันทีจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ แต่บทพิสูจน์ก็ย่อมมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้คนที่แข็งแกร่งจริงๆได้พิสูจน์ตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การมุ่งโจมตีรัฐบาลจึงไม่ค่อยมีทิศทาง และดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าใดนัก จริงๆแล้วการที่รัฐบาลถูกประชาชนโจมตีในเรื่องของการบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องปกติ และเป็นอะไรที่รัฐบาลต้องรับฟัง ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวกับสึนามิแล้วยังมีภัยพิบัติที่รุนแรงมากกว่าคือโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด รัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆจนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก หรือในประเทศสหรัฐฯที่พายุเฮอร์ริเคนคาทรีน่าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ ทำให้ประธานาธิบดีจอร์จดับบลิวบุชถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของการบริหารจัดการ จะเห็นว่ารัฐบาลที่ไหนก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติขึ้น ก็ต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ต้องพยายามแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นกับสหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศไทย ก็มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ในญี่ปุ่นเหตุกาณ์ที่เป็นภัยธรรมชาติได้แก่แผ่นดินไหวกับสึนามิที่เกิดตามมา มนุษย์ไม่ได้สร้างเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แต่การที่โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดนั้นพูดไม่ได้เต็มปากว่ามนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น ประการแรกมนุษย์เป็นคนสร้างโรงงานนิวเคลียร์ ดังนั้นก็ต้องมีระบบป้องกันภัยเช่นแผ่นดินไหวกับสึนามิอยู่แล้ว ยิ่งญี่ปุ่นมีประวัติเรื่องแบบนี้โชกโชนก็ยิ่งต้องออกแบบโรงงานให้ป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น แต่ปรากฏว่าโรงงานที่ระเบิดนั้นไม่ได้สร้างตามมาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แน่นอนว่าย่อมต้องมีมนุษย์มารับผิดชอบ ในกรณีของเมืองนิวออร์ลีนส์ น้ำท่วมเมืองอย่างหนักเพราะเขื่อนกันน้ำพัง เนื่องจากโดนมวลน้ำที่มาจากทะเลที่ถูกพายุเฮอร์ริเคนพัดปะทะเอาจนเขื่อนทานไม่ไหว และการที่เขื่อนพังนี้เองที่ทำให้น้ำท่วมนิวออร์ลีนส์จนจมหายไปทั้งเมือง จุดที่ผู้คนโจมตีวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือ รัฐบาลสหรัฐฯสร้างเขื่อนอย่างไรจึงทำให้พังลงมาได้ มนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างพายุ แต่เป็นคนสร้างเขื่อน ดังนั้นเมื่อเขื่อนพัง ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ประธานาธิบดีในฐานะผู้นำสูงสุดก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

แล้วภัยพิบัติสองเหตุการณ์นี้เหมือนหรือแตกต่างกับน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ของเราอย่างไร มีการศึกษามาแล้วว่าสาเหตุหลักของของน้ำท่วมครั้งนี้ได้แก่ฝนที่ตกลงมามากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และยังตกที่ภาคเหนือมากเป็นพิเศษ เราจึงเห็นข่าวว่ามีน้ำท่วมมาเรื่อยตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ ลงมาถึงตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก แล้วก็นครสวรรค์ จากนั้นน้ำก็ลงมาเรื่อยๆจนมาถึง กทม. ในขณะนี้ เขื่อนใหญ่สองแห่งของเราคือเขื่อนภูมิพลกับสิริกิติ์ ก็ได้พยายามเก็บกักน้ำจนเต็มพิกัด และเมื่อน้ำเข้ามาเหนือเขื่อนเรื่อยๆก็เลยจำเป็นต้องปล่อยออกมา บางคนบอกว่าหากเขื่อนใหญ่สองแห่งนี้ไม่ปล่อยน้ำออกมา น้ำก็จะไม่ท่วม อันนี้เป็นตรรกะที่ไม่มีใครเถียง แต่ที่ปิดเอาไว้ไม่พูดออกมาคือ ถ้าเก็บเอาไว้จนล้นทำให้เขื่อนเป็นอันตราย แล้วจะทำอย่างไร หรือมีข้อเสนอว่าให้รีบปล่อยน้ำออกตั้งแต่น้ำยังไม่เต็มเขื่อน ก็นั่นก็คือปล่อยน้ำที่ตอนนี้อยู่ในเขื่อนให้ออกมาท่วมพื้นที่ข้างล่าง แล้วเก็บน้ำที่มาทีหลังเอาไว้ แต่ถึงทำอย่างนั้นพื้นที่ข้างล่างก็ท่วมอยู่ดี เมื่อปริมาณน้ำมีมากขนาดนี้ อย่างไรเขื่อนก็ต้องปล่อยน้ำออกมาอยู่ดี จะไม่ให้ท่วมมีอยู่ทางเดียว คือต้องมีเขื่อนแบบเขื่อมภูมิพลอีกสักสามหรือสี่เขื่อน แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้เพราะเราไม่มีช่องเขาใหญ่ๆที่เหมาะแก่การสร้างเขื่อนแบบเขื่อนภูมิพลอีกแล้วในพื้นที่ใต้เขื่อนภูมิพลลงมา

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างน้ำท่วมใหญ่ ๒๕๕๔ ของเรากับแผ่นดินไหวกับสึนามิและภัยพิบัตินิวเคลียร์ของญี่ปุ่นคือ ภัยพิบัตินิวเคลียร์สามารถสืบไปได้ว่ามีมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ ความผิดพลาดอยู่ที่การออกแบบเตาปฏิการณ์ที่ระเบิด ซึ่งเป็นรุ่นเก่า ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวกับสึนามิขนาดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผิดกับเตาอื่นๆที่ไม่ระเบิดซึ่งสร้างในช่วงหลังและมีการออกแบบรองรับภัยพิบัติระดับนี้ไว้แล้ว แต่ในกรณีของเรา จะบอกว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เป็นคนดูแลเขื่อนใหญ่ของทั้งสอง เป็นผู้รับผิดชอบเพราะปล่อยน้ำมาท่วมชาวบ้าน ก็ดูไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะน้ำเหนือเขื่อนมีมากจริงๆ ถ้าการไฟฟ้าเกิดประมาทเลินเล่อ ปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนจนเขื่อนแห้ง น้ำมาท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนมากมาย อย่างนี้การไฟฟ้าต้องรับผิดชอบแน่นอน แต่ตอนนี้น้ำเหนือเขื่อนก็ยังมีเต็มความจุอยู่

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้ของไทยจึงไม่ใช่อะไรที่เราจะหา “สาเหตุเฉพาะ” ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้ แบบเดียวกับที่เขื่อนพังเป็นสาเหตุเฉพาะให้เกิดน้ำท่วมนิวออร์ลีนส์ หรือการออกแบบที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เตาปฏิกรณ์ระเบิด ถ้าจะมีการโจมตีรัฐบาลก็ต้องโจมตีไปที่การบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย หรือการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับน้ำท่วม เช่นออกแบบถนนให้น้ำลอดได้ เป็นต้น (ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ยังไม่ได้สร้างถนนที่ไหนเลย) แต่ที่ไม่น่าจะโจมตีรัฐบาล คือการบอกว่ามีสาเหตุเฉพาะที่ทำให้น้ำท่วม และรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการที่ปล่อยให้สาเหตุเฉพาะนั้นทำให้เกิดน้ำท่วม

ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติใหญ่ครั้งที่แล้ว ได้แก่สึนามิถล่มชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา จะว่าไปภัยพิบัติครั้งนั้นหนักหนากว่าครั้งนี้มาก เพราะคนตายเฉพาะในประเทศไทยกว่าห้าพันคน ในขณะที่คนตายจากน้ำท่วมปีนี้ไม่ถึงห้าร้อยคน ช่วงนั้นเป็่นช่วงที่ยังไม่เกิดความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงแบบในปัจจุบัน ในช่วงนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายต่างๆที่ลงไปช่วยชาวบ้านที่โดนถล่มกันมากเหมือนกัน เช่นกล่าวหาว่าตำรวจกับดีเอสไอแย่งงานกันทำเรื่องการพิสูจน์ตัวตนของผู้ตายด้วยวิธีการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ และเรื่องอื่นๆ แต่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นคือการโจมตีรัฐบาลในวงกว้าง ด่าว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสียๆหายๆ เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น มีแต่ผู้คนรู้สึกเสียใจไปกับเหตุการณ์ มีส่วนร่วมไปกับเหตุการณ์ ได้บริจาคทรัพย์สินสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยสึนามิมากมาย การด่าว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสียๆหายๆ กับความพยายามที่จะดึงนายกฯกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยลงจากอำนาจ เกิดขึ้นภายหลังในราวต้นปี ๒๕๔๙ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสึนามิที่ภาคใต้เลย ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลนายกทักษิณได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากกับการจัดการภัยพิบัติ จนกระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้เลือก ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยเป็น สส. พังงาเป็นคนแรกของประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเนื่องจากจังหวัดนี้เป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์อย่างมั่นคงมายาวนาน

ทั้งหมดนี้แสดงว่า ภัยพิบัติกับการเมืองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกันเสมอไป หากภัยพิบัติเกิดขึ้นเพราะน้ำมือมนุษย์เป็นเหตุและเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ก็สมควรที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่หากภัยพิบัตินั้นเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วนๆ เราก็ไม่ควรจะไปโจมตีรัฐบาลในเรื่องนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์โชคไม่ดีที่พอเริ่มมาทำงานก็ต้องพบกับการท้าทายอันใหญ่ยิ่งนี้แล้ว แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ก็ได้แก่ความท้าทายอย่างนี้นี่แหละ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพิสูจน์ฝีมือเอาชนะใจคนที่ยังสงสัยอยู่ให้ได้ และการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดจะเป็นบทพิสูจน์ที่จะยากกว่าและท้าทายมากกว่าการดูแลน้ำท่วมเป็นอย่างยิ่ง

Tagged , , , , , , , ,

ดรรชนี

ดรรชนี

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ

ดรรชนีคืออะไร?

ในการทำหนังสือหรือตำราวิชาการ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการทำดรรชนี นักเขียนหลายท่านมักจะมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ แต่จริงๆแล้วดรรชนีมีประโยชน์มากหลายประการดังจะกล่าวต่อไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของดรรชนี ตลอดจนเสนอข้อแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการทำดรรชนี เพื่อประกอบกับการเพิ่มคุณภาพหนังสือวิชาการต่อไป

ก่อนอื่นก็คงจะต้องกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “หนังสือ” กับ “ตำรา” เสียก่อน ในวงการวิชาการภาษาไทยมีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความเหมือนกับความแตกต่างของสองสิ่งนี้ แต่ที่เป็นที่ตกลงกันทั่วไปก็คือว่า “หนังสือ” เป็นการนำเสนอเนื้อหาลงบนกระดาษเย็บเป็นรูปเล่ม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวอาจเป็นเนื้อหาวิชาการหรือไม่เป็นวิชาการก็ได้ เช่นหนังสือนวนิยายมีเนื้อหาเป็นเรื่องแต่งที่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านเป็นหลัก แต่หนังสือก็มีเนื้อหาวิชาการได้ ซึ่งก็ทำให้สับสนกับตำรา แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างระหว่างหนังสือวิชาการกับตำราก็คือว่า หนังสือวิชาการเสนอความรู้และเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ผูกอยู่กับการเรียนการสอน ผู้อ่านหนังสือวิชาการอาจเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่นนักเรียนนิสิตนักศึกษาต่างๆ หรือเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านหนังสือนั้นๆเพื่อประกอบการวิจัยของตนเองก็ได้ หรือเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือนั้นๆก็ได้ ส่วนตำรานั้นเป็นหนังสือวิชาการประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ดังนั้นจุดต่างที่สำคัญที่สุดของหนังสือกับตำราก็คือว่า ตำรามีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อการเรียนการสอน ส่วนหนังสือวิชาการนั้น (เราไม่พูดถึงหนังสือประเภทอื่นๆในเวลานี้) จะใช้ประกอบการเรียนตามหลักสูตรก็ได้ หรือใช้อ่านเพื่อประกอบการค้นคว้าหาความรู้โดยทั่วไปก็ได้ สรุปก็คือตำราเขียนขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการสอน ส่วนหนังสือวิชาการมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอความรู้และเนื้อหาวิชาการ ในภาษาอังกฤษจะเรียกหนังสือว่า “book” ส่วนตำราจะเรียกว่า “textbook” ส่วนหนังสือวิชาการเรียกว่า “academic book”

ไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือหรือตำรา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งก็คือดรรชนี สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก ดรรชนีคือส่วนท้ายของหนังสือที่รวบรวมเอาคำหรือวลีสำคัญๆในหนังสือ มาเรียงกันตามลำดับอักษรเพื่อประโยชน์ในการค้นว่าในหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อหรือมีเนื้อหาอะไรบ้าง ดรรชนีต่างจากสารบัญตรงที่ว่า สารบัญจะบอกเราว่าบทต่างๆรวมทั้งหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยของหนังสืออยู่หน้าไหน เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจอยากรู้เรื่องหัวข้อเหล่านั้นโดยตรง จะได้เปิดไปยังหน้าที่ต้องการได้ทันที ลักษณะของสารบัญก็คือเรียงหัวข้อเหล่านี้ตามหน้าของหนังสือ กล่าวคือบทที่หนึ่งจะอยู่ก่อนหน้าบทที่สองเสมอในสารบัญ ส่วนดรรชนีนั้นแทนที่จะเรียงลำดับหัวข้อตามหน้าในหนังสือ แต่จะเรียงหัวข้อเหล่านั้นตามลำดับตัวอักษร ดังนั้นจุดมุ่งหมายของดรรชนีก็คือว่า ในกรณีที่เรามีหัวข้ออยู่ในใจอยู่แล้ว เช่นอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงสุนทรภู่ว่าอย่างไร แทนที่เราจะเปิดสารบัญไล่เอาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายว่ามีพูดเรื่องสุนทรภู่บ้างหรือเปล่า เราก็ไปดูที่ดรรชนีแทน โดยดูที่คำว่า “สุนทรภู่” ซึ่งอยู่ภายใต้หมวดอักษร ส จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆการหาจากสารบัญอาจทำให้เสียเวลามาก นอกจากนี้ถ้าสารบัญไม่ได้ระบุหัวข้อย่อยๆทั้งหมด ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหาเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนั้น ถ้าเราไม่ลงทุนเปิดหนังสือเล่มนั้นทุกหน้าเพื่อดูว่ามีพูดถึงสุนทรภู่ที่ใดบ้างในหนังสือเล่มนั้น ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้อาจมีสารบัญที่ละเอียดมาก ระบุหัวข้อย่อยของหนังสือไว้หมด แต่การพูดถึงสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนี้อาจจะกระจัดกระจาย พูดอยู่ตามหัวข้อต่างๆในสารบัญเต็มไปหมด ไม่ใช่ว่าจะรวบรวมเรื่องสุนทรภู่มาไว้ในหัวข้อเดียวหรือบทเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้การมีดรรชนีจะช่วยเราได้อย่างมาก

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากเราจะศึกษาพระไตรปิฎกเราจะพบว่าถ้าไม่มีดรรชนีช่วยการศึกษาจะเป็นไปอย่างยากลำบากมาก สมมติว่าเราอยากศึกษาว่าในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงเรื่อง “อวิชชา” ว่าอย่างไร คือมีที่ใดบ้างที่มีการระบุถึงคำๆนี้ ถ้าไม่มีดรรชนีทางเดียวที่เราทำได้ คือเปิดพระไตรปิฎกตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ซึ่งเนื่องจากพระไตรปิฎกมีเนื้อหามากมายมหาศาลการทำเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้การศึกษาวิจัยทำได้ยากลำบาก แต่เมื่อมีดรรชนีแล้ว ทุกๆที่ที่มีคำว่า “อวิชชา” ปรากฏอยู่จะมีการระบุไว้ชัดเจนว่า มีอยู่หน้าไหน ในพระไตรปิฎกเล่มใด หมวดใด พระสูตรใด ฯลฯ ผลก็คือเราเปิดไปได้ทันทีเพื่อหาคำ “อวิชชา” ตามที่เราต้องการ เราก็สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นมีการใช้คำว่า “อวิชชา” ในความหมายที่เหมือนกันหมดหรือไม่ หรือว่ามีที่ต่างกัน ฯลฯ ซึ่งก็จะช่วยทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกได้เป็นอย่างดี

บางท่านอาจกล่าวว่าการทำดังกล่าวไม่จำเป็นอีกแล้ว และอันที่จริงก็ยังไม่มีใครทำดรรชนีคำในพระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนมาก่อน แต่ก็อาจไม่จำเป็นแล้วเพราะมีผู้เอาตัวหนังสือในพระไตรปิฎกทั้งหมดมาใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วคิดค้นโปรแกรมค้นหาคำที่ทำให้เราค้นหาทุกๆที่ในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า “อวิชชา” หรือคำอื่นๆได้ฉับพลันทันที แต่หนังสือต่างๆมีจำนวนมากมาย ยังไม่มีใครทำเป็นระบบขึ้นไว้บนคอมพิวเตอร์แบบพระไตรปิฎก เราจึงต้องอาศัยดรรชนีที่พิมพ์ลงบนกระดาษที่อยู่ท้ายเล่มหนังสืออยู่ดี อย่างไรก็ดีดรรชนีนั้นต่างจาก “บัญชีคำ” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “concordance” กล่าวคือบัซชีคำเป็นเพียงการเอาคำมาเรียงๆกันอย่างเป็นกลไกเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้เป็นอย่างดี แต่ดรรชนีนั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาอย่างเป็นกลไกได้ เพราะต้องอาศัยความเข้าใจเนื้อหาและการตัดสินใจว่าคำที่ยกมาทำเป็นดรรชนีนั้นมีความหมายอื่นใดประกอบด้วยหรือไม่ สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้มีแต่เพียงค้นหาคำแล้วนำมาเรียงๆกันเท่านั้น ซึ่งหากเราค้นพระไตรปิฎกด้วยคอมพิวเตอร์นี่คือสิ่งที่เราได้ จริงๆแล้วไม่ใช่ดรรชนี แต่หากเป็นดรรชนีจริงๆแล้ว ต้องมีการประกอบกับความหมายอื่นๆด้วย เช่นหากมีดรรชนีพระไตรปิฎก คำว่า “อวิชชา” ก็จะวางเป็นหัวข้อคำหัวข้อหนึ่ง (ไม่ใช่แค่คำๆเดียว) แล้วก็มีคำอื่นๆมาประกอบว่าเป็นอวิชชาในด้านใด เช่นอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท หรืออวิชชาในด้านอื่นๆ ผู้ที่สนใจค้นคว้าก็จะได้ข้อมูลทันทีว่า การใช้คำ “อวิชชา” ในพระไตรปิฎกมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง เราจะเห็นตัวอย่างเรื่องนี้โดยละเอียดมากขึ้นต่อไปในบทความนี้

ในภาษาอังกฤษ “ดรรชนี” จะเรียกว่า “index” ซึ่งมีความหมายหลายอย่าง อย่างแรกก็คือว่าคำว่า index มาจากภาษาละตินแปลว่า “นิ้วชี้” เราอาจนึกภาพคนที่กำลังค้นหาดรรชนีแล้วเอานิ้วชี้ชี้ไล่ตามรายการของคำต่างๆที่เรียงกันอยู่ในนั้น นอกจากนี้เวลาเราหาอะไรในหนังสือ เราก็มักจะใช้นิ้วชี้ไล่หาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้คำว่า “ดรรชนี” ก็มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “นิ้วชี้” เช่นเดียวกัน

การทำดรรชนี

ดรรชนีที่เราเห็นตามหนังสือต่างๆนั้น ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องมีคนทำขึ้นมา ในบทความนี้เราก็จะให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำดรรชนี จริงๆแล้วการทำดรรชนีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องมีการเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือนๆ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มทำความเข้าใจเบื้องต้นได้

เราอาจเริ่มที่เนื้อหาของหนังสือวิชาการที่คัดมาเป็นตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้ ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือของผมเองเรื่อง วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาในประเทศไทย (พิมพ์โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

… เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร การเรียนโหราศาสตร์เป็นการท่องจำสูตรหรือกฎต่างๆว่า เมื่อดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ในตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ในดวงชะตาของบุคคลคนหนึ่ง บุคคลผู้นั้นจะมีชีวิตแบบใด นักเรียนที่เรียนโหราศาสตร์ไม่เคยถูกท้าทายให้สงสัยว่า เหตุใดกฎต่างๆในวิชานี้จึงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่นักเรียนได้รับก็คือว่า มีกฎและสูตรอยู่จำนวนหนึ่งในโหราศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องจำให้ได้และเข้าใจกลไกการใช้สูตรต่างๆเหล่านี้ในการพยากรณ์ดวงชะตา เราอาจนึกภาพได้ว่า ถ้าโรงเรียนมีการสอนโหราศาสตร์ ลักษณะการเรียนก็จะไม่แตกต่างกับการเรียนวิทยาศาสตร์มากนัก กล่าวคือมีการสอนสูตรกับกฎต่างๆ และมีการออกข้อสอบซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการใช้สูตรหรือกฎเหล่านี้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาที่มีคำตอบตายตัวแน่นอนและมีวิธีการที่ชัดเจนในการเข้าถึงคำตอบเหล่านั้น แต่สถานการณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนทั่วๆไปของประเทศก็ไม่ต่างจากการเรียนโหราศาสตร์เท่าใดนัก นักเรียนมีสูตรหรือกฎต่างๆของวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆให้ทำความเข้าใจกับท่องจำ โดยการเรียนการสอนก็ดูจะไม่มีการท้าทายเช่นเดียวกันว่า เหตุใดกฎหรือสูตรเหล่านั้นจึงเป็นความจริง นักเรียนต้องท่องจำสูตรต่างๆเหล่านี้ไปเพื่อไปทำข้อสอบ ซึ่งมีลักษณะเป็นการประยุกต์กฎกับสูตรที่เรียนมา ไปใช้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวอยู่แล้วเช่นกัน ในเมื่อชีวิตประจำวันภายนอกห้องเรียนของนักเรียน จะหาปัญหาใดๆทีมีสูตรสำเร็จเป็นกลไกอย่างนี้ได้ยากมาก วิทยาศาสตร์ก็เลยเหินห่างจากความเป็นจริงมากเท่าๆกับโหราศาสตร์

แต่ความเป็นจริงแล้ววิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์แตกต่างกันเป็นคนละขั้ว โหราศาสตร์ไม่มีกระบวนการทดลองที่สามารถทดสอบซ้ำได้โดยนักโหราศาสตร์คนอื่นๆ นักโหราศาสตร์ไม่มีการศึกษาระเบียบวิธีที่จะใช้กำหนดผลลัพธ์ของวิชา กฎหรือทฤษฎีทางโหราศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จด้วยวิธีการใช้ประสาทสัมผัสได้ ในขณะที่โหราศาสตร์เรียกร้องให้ยอมรับกฎหรือทฤษฎีของตนนั้น โหราศาสตร์ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตใดกฎต่างๆของตนเองจึงเป็นความจริง ในทางตรงข้ามวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่ท้าทายให้มีการแสดงว่า ผลการค้นคว้าในครั้งหนึ่งๆอาจเป็นเท็จก็ได้ และการทดลองใดๆจะไม่มีผู้ยอมรับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถ้าการทดลองนั้นไม่มีผู้ทำซ้ำ หรือมีผู้ทำซ้ำแล้วได้ผลไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นความจริงที่ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศทำให้วิชานี้ดูไม่ต่างจากโหราศาสตร์แล้วละก็ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศก็กำลังประสบกับสภาวะวิกฤตอย่างยิ่ง

เราจะมาลองทำดรรชนีข้อความนี้กัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องอ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเริ่มต้นเราก็เห็นว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทำดรรชนีนั้นทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการทำดรรชนีที่ดีผู้ทำต้องเข้าใจเนื้อหาของข้อความที่ทำอย่างแจ่มแจ้ง คิดได้ว่าจะทำดรรชนีอย่างไรให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านสูงสุด และเพื่อให้ขั้นตอนของการทำดรรชนีดูให้ชัดเจนขึ้น จึงขอแยกกระบวนการที่จะพูดถึงต่อไปเป็นหัวข้อๆ ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ ๑ อ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียด

หากข้อความที่จะทำดรรชนีเป็นหนังสือยาวๆหนึ่งเล่ม ผู้ทำก็ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ บางทีอาจจะต้องอ่านมากกว่าหนึ่งรอบเพื่อให้เข้าใจความหมายของหนังสือได้อย่างแท้จริง ประโยชน์ของการอ่านนี้ก็คือให้ผู้ทำดรรชนีมองเห็นภาพรวมของหนังสือ ผู้ทำดรรชนีที่มีประสบการณ์จะมองเห็นภาพของดรรชนีที่ตนเองจะทำได้ในใจทันทีเมื่ออ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง โปรดอย่าลืมว่าดรรชนีนั้นไม่ใช่บัญชีคำหรือ concordance เนื่องจากบัญชีคำจัดทำขึ้นอย่างเป็นกลไก ใช้คอมพิวเตอร์ทำก็ได้ และจะรวดเร็วกว่ามาก แต่สิ่งที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังทำไม่ได้คืออ่านหนังสือด้วยความเข้าใจเนื้อหา ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการทำดรรชนี เพราะดรรชนีไม่ใช่เพียงแค่รายการคำเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการโยงเนื้อหาคำหรือวลีที่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน หรือการอ้างอิงข้ามไปข้ามมา (cross-reference) หรือการจัดหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยภายใต้หัวเรื่องหนึ่งๆ เช่นจัดคำ “อวิชชา” เป็นหัวเรื่อง แล้วประกอบด้วยหัวข้อย่อยที่ปรากฏในข้อความของพระไตรปิฎกดังที่ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว

ขั้นตอนก็คืออ่านข้อความจากหนังสือ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย ตามที่ยกมาข้างต้น เราก็มองเห็นภาพรวมว่า ข้อความนี้มุ่งวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรจากโหราศาสตร์ การเรียนโหราศาสตร์ประกอบด้วยการท่องขำ แล้วไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นท่องว่าถ้าดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเจ้าชะตาจะหน้าตาดี เป็นต้น ทีนี้เวลาคนไทยเรียนวิทยาศาสตร์ก็ติดนิสัยแบบเดิมๆนี้มาด้วย คือท่องเฉยๆไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมถ้าดาวเสาร์กุมลัคน์หน้าตาถึงไม่ค่อยดี หรือทำไมสมการต่างๆในวิทยาศาสตร์ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทีนี้เรื่องนี้เป็นเนื้อหาของหนังสือที่เราต้องทำดรรชนี (ซึ่งถ้าพูดต่อไปอาจจะกลายเป็นบทความอีกบทหนึ่ง เรื่องปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์หรือโหราศาสตร์ไปแทน) เราก็คิดต่อไปว่าจะทำดรรชนีละเอียดแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นหนังสือแบบที่ยกตัวอย่างนี้มาก็ให้ละเอียดพอสมควร เราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ ๒ เลือกคำที่จะรวมในดรรชนี

ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจของดรรชนี คำที่จะเลือกคือคำที่จะมาปรากฏในดรรชนี หลักการทั่วไปคือว่าคำใดเป็นคำในเนื้อหาวิชา คำนั้นต้องปรากฏในดรรชนี ส่วนคำทั่วๆไปไม่ต้องมาอยู่ในดรรชนี เพื่อให้เรื่องนี้ชัดขึ้นเราจะยกเอาข้อความข้างต้นมาดูกันเฉพาะส่วนแรกๆ:

เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร

คำสำคัญในข้อความสั้นๆนี้ก็มี “วิทยาศาสตร์” “เทคโนโลยี” “โหราศาสตร์” เพราะคำเหล่านี้เกี่ยวกับเนื้อหาของข้อความโดยตรง พวกนี้ต้องรวมในดรรชนี นอกจากนี้ก็มีที่เป็นคำที่ระบุหัวเรื่องที่พูดในข้อความนี้ ได้แก่ “การเรียนวิทยาศาสตร์” “การศึกษา” อีกด้วย เมื่อเลือกได้แล้วเราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ ๓ เขียนคำที่เลือกแล้วลงในกระดาษการ์ด

เมื่อได้คำเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ทำกันทั่วไปก็คือเราไปหากระดาษโน้ตแข็ง ขนาดประมาณ ๓ x ๕ นิ้วซึ่งมีขายตามร้านขายเครื่องเขียนทั่วไป เราจะเอาคำหนึ่งคำเขียนไว้ด้านบนของกระดาษดังกล่าว โดยให้มีหนึ่งคำอยู่ในหนึ่งแผ่น เช่นคำว่า “โหราศาสตร์” เราจะเขียนไว้ที่หัวเรื่องของกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่น แล้วหน้าใดของหนังสือที่มีคำนี้ปรากฏอยู่ เราก็เขียนเลขหน้านั้นลงไป ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้งเล่ม แล้วก็ทำแบบเดียวกันกับคำอื่นๆที่เราเลือกมาบรรจุในดรรชนี

ส่วนคำอื่นๆที่ไม่สำคัญเราก็ไม่ต้องใส่ เพราะจะไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของดรรชนี เช่นในข้อความข้างต้น คำเช่น “เมื่อ” “มี” “เช่นนี้” ฯลฯ ไม่ต้องใส่ในดรรชนี เพราะเป็นเพียงคำที่ใช้ในประโยค ไม่ใช่คำหลักที่ระบุเนื้อหาของหนังสือ

หลักสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้ทำเพียงแค่รวบรวมคำสำคัญเท่านั้น แต่เรายังรวบรวม “หัวเรื่อง” เอาไว้ด้วย ในข้อความข้างต้นหัวเรื่องก็มีเรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” ทีนี้หนังสือเล่มนี้ชื่อ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย ซึ่งก็ย่อมหมายความว่าหัวเรื่องการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นเนื้อหาของทั้งเล่ม เวลาทำดรรชนีเราก็ต้องแยกเอาหัวข้อย่อยภายใต้เรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” เพื่อทำดรรชนีย่อยต่อไป ในข้อความที่ยกมานี้พูดถึงการเรียนวิทยาศาสตร์แบบที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น เราก็สามารถใส่หัวข้อย่อยของดรรชนีได้ว่า “การเรียนที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น” หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งแม้ว่าวลีนี้จะไม่ปรากฏตามตัวอักษรในข้อความ แต่เราก็ใส่เป็นดรรชนีย่อยไปได้ เพราะเป็นหัวเรื่องของข้อความที่เราทำดรรชนีอยู่

อย่าลืมว่า เราให้มีกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่นต่อหนึ่งคำที่จะปรากฏในดรรชนี คำหรือหัวเรื่องนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “entry” หมายถึงคำที่เวลาเราจะต้องเรียงตามลำดับอักษร คำเหล่านี้แหละที่เราจะเอามาเรียง

ขั้นตอนที่ ๔ เรียงกระดาษการ์ดที่มีหัวเรื่องเป็นคำหลักในดรรชนีตามลำดับอักษร

ขั้นตอนต่อไปก็คือเอากระดาษการ์ดต่างๆที่เรารวบรวมได้มาเรียงกันตามลำดับอักษร ถ้าดรรชนีของเราเป็นดรรชนีง่ายๆแบบไม่ต้องมีหัวข้อย่อยมากนัก เมื่อเราเขียนคำที่เลือกมาจากการ์ด ลงเลขหน้าหนังสือที่คำนั้นๆปรากฏอยู่ เรียงกันไปเรื่อยๆตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เราก็จะได้ดรรชนีที่ทำเสร็จแล้วคร่าวๆ ต่อไปเราก็ดูว่ามีรายการอะไรบ้างหรือไม่ที่เราจะสามารถทำ “การอ้างอิงข้ามไปมา” หรือ cross-reference ได้ เช่นหัวข้อ “โหราศาสตร์” อาจอ้างอิงข้ามไปมากับหัวข้อ “ปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์” ได้ทำนองนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และการตัดสินใจของผู้ทำเป็นหลัก หลักที่ให้ก็ทำได้เพียงหลักคร่าวๆเท่านั้น

เมื่อทำดรรชนีเสร็จเรียบร้อยแล้ว หน้าตาของดรรชนีของเราที่ทำจากข้อความในหนังสือ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษา ก็ออกมาประมาณแบบนี้ (ทำจากข้อความยาวที่ยกมาก่อนหน้า เลขหน้าไม่ได้ใส่เพราะเป็นข้อความสั้นๆ):

การแก้ปัญหาแบบกลไก (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การทดลอง (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การท่องจำ (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การพิสูจน์ความจริง (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การเรียนวิทยาศาสตร์

ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์ (ดูหัวข้อนี้ประกอบด้วย)

การเรียนโหราศาสตร์ (ดู โหราศาสตร์)

ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์

การแก้ปัญหาแบบกลไก

การทดลอง

การท่องจำ

การพิสูจน์ความจริง

สูตรสำเร็จ

วิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์

สูตรสำเร็จ (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

โหราศาสตร์

การเรียนโหราศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

Mulvany, Nancy C. Indexing Books. 2nd Ed. Chicago, IL: University of Chicago Press, 2005.


Tagged , , , , ,

การพิมพ์งานแปล

ส่วนใหญ่หนังสือที่สำนักพิมพ์จุฬาฯพิมพ์จะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า original work อย่างไรก็ตาม ก็มีงานแปลจากภาษาต่างประเทศที่เรารับพิมพ์อยู่เนืองๆ โดยทั่วไปเราไม่ค่อยอยากจะตีพิมพ์เผยแพร่งานแปลเท่าใดนัก เพราะมีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ การตีพิมพ์งานแปลหมายความว่าสำนักพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สองทาง คือค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ กับค่าลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยที่จ่ายให้แก่ผู้แปลตามร้อยละของหนังสือที่ขายได้ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการจัดพิมพ์หนังสือแปลจึงมากกว่าการพิมพ์หนังสือที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า สำนักพิมพ์มองไม่เห็นความสำคัญของหนังสือแปล เพราะสำนักพิมพ์ก็ได้พิมพ์หนังสือแปลมาแล้วหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานวิชาการประเภทตำราหรืองานวิจัย และงานวรรณกรรมเช่นนวนิยายและกวีนิพนธ์ แต่อันที่จริงแล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเช่นสำนักพิมพ์จุฬาฯนั้น มีเหตุผลที่จะเสนอว่าควรให้ความสำคัญแก่การเขียนหนังสือใหม่แทนที่จะเป็นงานแปล เพราะสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยการผลิตหนังสือวิชาการที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นตำราหรืองานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย การตีพิมพ์ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการเหล่านี้เป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่สังคม ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของ “ท้องถิ่น” ได้แก่บริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยเอง แทนที่จะเน้นที่การตีพิมพ์หนังสือแปล ซึ่งเป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้จากวัฒนธรรมอื่นมายังบริบทของไทยเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทของสังคมไทยเองแต่ประการใด

ถึงแม้กระนั้นก็ตาม การตีพิมพ์งานแปลบางประเภทก็ยังควรทำอยู่ หากงานแปลนั้นเข้าข่ายของการเป็น “ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ” ที่พูดถึงข้างต้น หากงานที่นำมาแปลนั้นไม่ใช่เพียงแค่หนังสือตำราธรรมดาๆ แต่เป็นงานระดับ “แบบแผน” หรือที่เรียกว่า classic ที่เป็นต้นรากของอารยธรรมของภาษาที่จะแปล และหากผู้แปลมิได้ทำการแปลอย่างเดียว แต่มีการศึกษาวิจัยบริบทต่างๆเกี่ยวกับตัวบทที่จะแปล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของตัวบทอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงแค่ได้แต่ความหมายตามตัวอักษรของงานที่จะแปลอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมควรที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน

ตัวอย่างก็เช่น ผมเคยแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานมาหลายชิ้น เช่นเรื่อง โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง ของท่านนาคารชุน ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิพันดารา การแปลนี้แปลจากภาษาอังกฤษ ซึ่งได้แปลมาจากภาษาทิเบตกับภาษาสันสกฤตอีกทอดหนึ่ง การแปลดังกล่าวนี้จะไม่ช่วยให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด หากผู้แปลมิได้เขียนคำนำอธิบายความหมายและบริบทโดยรวมของงานชิ้นนี้ของท่านนาคารชุนอย่างละเอียด การเขียนคำนำอย่างละเอียดนี้ก็เป็นการ “จัดวาง” งานอันสำคัญชิ้นนี้ให้อยู่ในที่ทางที่ผู้อ่านจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานชิ้นนี้กับชิ้นอื่นๆและคำสอนอื่นๆในพระพุทธศาสนาที่ผู้อ่านคุ้นเคยอยู่ได้

ดังนั้น หากท่านสนใจจะส่งงานแปลมาให้สำนักพิมพ์พิจารณา โปรดรับทราบว่าโอกาสที่เราจะรับตีพิมพ์ผลงานของท่านจะมีมากขึ้น หากท่านแปลงานต้นฉบับแบบแผนทางอารยธรรมอย่างที่พูดถึงข้างต้น และมีการเขียนคำนำหรือคำอธิบายความหมาย (commentary) อย่างละเอียด แทนที่จะเป็นการแปลงานตำราสมัยใหม่แต่อย่างเดียว

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์

Tagged , , ,

ตัวตนออนไลน์

(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต)

ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร
ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย ในกรณีของเฟสบุ๊ค เมื่อเราเป็นเพื่อนกับใคร ข้อมูลข่าวสารที่เขานำเสนอก็จะมาปรากฏในหน้าแรกของเว็บของเราเมื่อเราล็อกอินเข้าไป ในทำนองเดียวกันข้อมูลข่าวสารของเราก็จะไปปรากฏในหน้าแรกของเขาเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในกรณีของทวิตเตอร์มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ทวิตเตอร์มีลักษณะเหมือนกับเว็บ “บล๊อก” (blog) คือเว็บที่เราสามารถโพสบันทึกข้อความเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อเราโพสข้อความไป คนที่ “ตาม” งานของเราก็จะเห็นโพสของเราในหน้าแรกของเขา แต่หากเราไม่ได้ “ตาม” งานของเขาเราก็จะไม่เห็นโพสของเขาในหน้าของเรา ไม่เหมือนกับเฟสบุ๊คที่เพื่อนกันจะ “ตาม” งานของกันและกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะต่างกันในรายละเอียดอย่างไร สองเว็บนี้ก็แสดงลักษณะของเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างชัดเจน
ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ที่แตกต่างจากเว็บรุ่นก่อนๆที่ไม่มีลักษณะเป็นเครือข่ายทางสังคม ก็คือว่า ในเว็บเครือข่ายทางสังคมนั้น ความเป็น “ตัวตน” ของเราจะปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ราวกับว่าตัวเราเองเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์นั้นพร้อมๆกับตัวตนของเพื่อนๆของเรา การติดต่อสื่อสารกันก็เป็นไปอย่างหลากหลาย มีทั้งการโพสข้อความ การลิงค์วิดิโอ ลิงค์เพลง และข้อมูลอื่นๆ ส่วนเว็บรุ่นก่อนที่มีการติดต่อสื่อสารเช่นเดียวกัน ไม่มีช่องทางหลากหลายเท่านี้ เว็บรุ่นก่อนที่เรารู้จักกันดีก็เช่นเว็บพันธ์ทิพย์ (www.pantip.com) ซึ่งเป็นเว็บสนทนาอภิปราย (web discussion forum) แต่ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างเว็บสองประเภทนี้ก็คือว่า ตัวตนของเราไม่ได้ปรากฏชัดเจนมากในพันธ์ทิพย์เท่ากับในเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ อันที่จริงในเว็บอย่างพันธ์ทิพย์ ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เรียกว่า “โพรไฟล์” เข้าไปได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อมูลนิ่งๆเหมือนกับเป็นข้อมูลสาธารณะที่เราหาได้ทางสมุดโทรศัพท์หรืออื่นๆแบบเดียวกัน แต่ในเฟสบุ๊คนั้น ความเป็นตัวตนปรากฏอย่างชัดเจนเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากข้อมูลต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นข้อมูลทั้งหมดของเว็บนั้นเอง ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คก็คือ มีช่องทางให้โพสข้อความที่ผู้ใช้บอกเพื่อนๆของเขาได้ว่า ตอนนี้คิดอะไรอยู่ หรือทำอะไรอยู่ เฟสบุ๊คเรียกช่องทางนี้ว่า “สถานะปัจจุบัน” หรือ status update ทันทีที่เราบอกไปใน status update ว่าเราคิดอะไรอยู่ หรือกำลังทำอะไรอยู่ ข้อความนั้นจะไปปรากฏในหน้าแรกของเฟสบุ๊คของเพื่อนๆเราทันที ในทวิตเตอร์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราโพสอะไรลงไป (ลักษณะพิเศษของทวิตเตอร์คือเป็นบล๊อกขนาดเล็ก (microblog) คือผู้ใช้สามารถโพสข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษรเท่านั้น) ทุกคนที่ตามงานของเราก็ได้เห็นสิ่งที่เราโพสนั้น ซึ่งลักษณะนี้ต่างจากบล๊อกทั่วๆไปที่ไม่มีหน้าแรกที่ผู้ใช้จะเห็นงานของคนอื่นๆที่โพสมาในบล๊อกนั้นๆได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญที่ทำให้เว็บเครือข่ายทางสังคมมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอันมาก
ลักษณะเช่นนี้ของเว็บเครือข่ายทางสังคมทำให้เกิดปัญหาขึ้นว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นั้นเหมือนหรือต่างจากตัวตนปกติของเราอย่างไร ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนที่มีอยู่ในปรัชญาก็คือว่า ตัวตนคืออะไร มีหลักเกณฑ์อะไรที่กำหนดว่าตัวตนของบุคคลคนหนึ่งเป็นตัวตนเดียวกันในช่วงเวลาที่ผ่านไป ปัญหานี้มีมาในปรัชญามานานมากแล้ว เพราะตัวตนเป็นอะไรที่อยู่ติดกับตัวเรามาตลอด อันที่จริงเมื่อเราพูดถึง “ตัวเรา” ก็คือตัวตนของเรานั่นเอง เวลาเราคิดถึงตัวเราเอง เช่นเมื่อเราเรียกตัวเราว่า “ตัวฉัน” หรืออ้างถึงตัวเราในประโยคต่างๆ เช่นบอกว่า “ฉันหิวข้าว” คำว่า “ฉัน” ในประโยคนี้ระบุถึงอะไรกันแน่ คนที่เคยเรียนปรัชญามาอาจจะนึกถึงคำกล่าวอันมีชื่อเสียงของเรอเน เดส์การ์ตส์ที่ว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) ที่วางตำแหน่งของตัวตนไว้ในฐานะที่สำคัญมากๆในปรัชญา คือเป็นต้นตอของการรับรู้ว่ามีความรู้ที่มั่นคงแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เราคงไม่มีเวลาอภิปรายเกี่ยวกับปรัชญาของเดส์การ์ตส์ในที่นี้ ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนอีกประการหนึ่งก็คือ เราจะเข้าใจการที่ตัวตนหนึ่งๆเป็นตัวตนเดียวกันในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร ปัญหานี้ฟังดูง่ายๆแต่เอาเข้าจริงๆแล้วยากมากๆ นักปรัชญาเองก็มีทรรศนะที่หลากหลายมากๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้อยคำของปัญหานี้ทำให้ฟังดูเหมือนกับว่า ตัวตนสามารถเป็นตัวตนเดียวกันได้ในเวลาที่ผ่านไป ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเข้าใจการเป็นตัวตนเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า “เอกลักษณ์” (identity) ของตัวตนได้อย่างไร แต่ก็มีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่า เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวตนมีเอกลักษณ์ในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร บางคนบอกว่าความทรงจำของเราเองนั่นแหละที่เป็นตัวกำหนดเอกลักษณ์ นักปรัชญาบางคนบอกไม่ใช่แต่เป็นร่างกายของเราต่างหาก บางคนบอกว่าเป็นบุคลิกภาพของเรา คำตอบมีหลากหลายมาก ใครที่สนใจก็ขอให้หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านได้จากบรรณุกรมท้ายบทความนี้
นอกจากนี้ เมื่อตัวตนของเราเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงอยู่และก็ยังมีปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย เช่นตัวตนในโลกออนไลน์เหมือนหรือแตกต่างจากตัวตนในโลกออฟไลน์อย่างไร เมื่อผมสร้างโพรไฟล์ขึ้นมา หรือเรียกอีกอย่างว่า “อวตาร” ในโลกออนไลน์ ผมเองกับอวตารของผมถือเป็นคนๆเดียวกันหรือไม่ เราจะเข้าใจการเป็นหนึ่งเดียวกันของอวตารได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อปรากฏว่ามีหลายคนที่สร้างโพรไฟล์หรืออวตารของตัวเองขึ้นมาหลายตัว (การใช้คำว่า “อวตาร” ก็เหมาะมาก เพราะทำให้เรานึกถึงอวตารต่างๆของพระนารายณ์ ที่ลงมายังโลกในรูปต่างๆกัน เช่นเป็นหนู เป็นปลา เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์ หรือเป็นพระราม เป็นต้น ปัญหาทางปรัชญาก็คือว่า พระรามกับพระนารายณ์เป็น บุคคล คนเดียวกันหรือไม่ (ถามว่าเป็น เทพ องค์เดียวกันไม่ถูกต้อง เพราะพระรามเป็นคนธรรมดาไม่ใช่เทพ แม้ว่าจะเป็นอวตารของเทพก็ตาม) หรือปลาที่เป็นอวตารกับหนูที่เป็นอวตารถือว่ามี “เอกลักษณ์” เดียวกันหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ) สิ่งหนึ่งที่เว็บเครือข่ายทางสังคมให้แก่เรา คือเราสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ได้ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกับตัวตนปกติของเราก็ได้ หลายๆคนก็ทำอย่างนี้ เช่นบางคนเอารูปสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาโพสเป็นหน้าโพรไฟล์หลักของตัวเอง และอีกหลายคนก็ตั้งชื่อใหม่ๆต่างๆนานาเพื่อเป็นตัวแทนของตัวเอง เช่นศิษย์เก่าคนหนึ่งของผมใช้ชื่อว่า “Burn Out” ในเฟสบุ๊ค โปรแกรมก็จะเข้าใจว่าเขาชื่อต้นว่า Burn นามสกุล Out หรือบางคนตั้งชื่อว่า “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” เป็นต้น การใช้ชื่อตั้งเองเช่นนี้อาจไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าตัวตนของเราจริงๆเป็นคนอื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องเป็นเรื่องของการตั้งใจจะให้โพรไฟล์ของเราเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เช่นอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มีโพรไฟล์อยู่บนเฟสบุ๊คมากมาย แต่หลายโพรไฟล์นั้นก็เป็นของคนอื่นตั้งขึ้นมาเพื่อปลอมตัวเป็นทักษิณ โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่การตั้งชื่อว่า “Burn Out” หรือ “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอย่างนั้น เพราะแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครมีชื่อแบบนี้จริงๆ แต่น่าจะเป็นการที่ผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของโพรไฟล์นั้นไม่อยากจะเปิดเผยตัวเองออกมา แต่อยากจะติดต่อกับคนอื่นๆบนเฟสบุ๊คผ่าน “ตัวแทน” ของเขามากกว่า
การทำเช่นนี้มีข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นมากเฉพาะผู้ใช้เฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ในประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่ค่อยปรากฏว่ามีการใช้แบบนี้ในประเทศอื่นๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยคุ้นเคยกับระบบของเว็บสนทนาอภิปรายแบบพันธ์ทิพย์ดอทคอม ซึ่งไม่ค่อยมีใครใช้ชื่อจริงในการโพสเป็นปกติอยู่แล้ว (ถึงแม้ว่าจะสาวกลับไปถึงตัวจริงได้ก็ตาม) เมื่อมาใช้เฟสบุ๊คก็เลยพาเอาความเคยชินนี้ติดมาด้วย นอกจากนี้ก็อาจมีเหตุผลเกี่ยวกับว่าประเทศไทยยังขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นจากตัวบุคคลของผู้ใช้เอง ผู้ใช้หลายคนก็รู้สึกว่าไม่อยากเปิดเผยตัวเองขนาดนั้น เลยคิดว่าน่าจะตั้งโพรไฟล์บุคคลสมมติขึ้นมาเป็นตัวแทนในการแสดงหรือเปิดเผยตัวเอง ซึ่งการตั้งโพรไฟล์เช่นนี้ก็ยังเป็นที่รู้กันอยู่ดีในกลุ่มเพื่อนใกล้ชิดของผู้ใช้นั้นเองว่า ตัวจริงเบื้องหลังชื่อแปลกๆชื่อนั้นชื่อนี้เป็นของใคร ตัวอย่างก็คือ Burn Out เป็นศิษย์เก่าที่เคยเรียนกับผม และผมก็รู้จักตัวจริง ชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาเป็นอย่างดี เขาก็ไม่คิดจะปิดบังเรื่องนี้จากผมหรือคนอื่นๆในกลุ่มเพื่อนของเขาที่รู้จักอยู่แล้วว่าเขาคือใคร สังเกตได้จากการคอมเมนท์โพสต่างๆของ Burn Out ที่บางทีผู้โพสก็อ้างถึงชื่อจริง (หรือชื่อเล่นจริง) ของ Burn Out ซึ่ง Burn Out เองก็ไม่ติดใจจะปิดบังแต่ประการใด
ปัญหาก็คือว่า Burn Out ที่โพสข้อความหรือภาพต่างๆเมื่อปีที่แล้วกับ Burn Out ที่ปรากฏตัวอยู่บนเฟสบุ๊คในขณะนี้เป็นตัวเดียวกันได้อย่างไร? คำตอบที่ง่ายที่สุดเห็นจะได้แก่ ก็เขาใช้ชื่อเดียวกัน แต่เราก็รู้กันว่าคนเราเปลี่ยนชื่อกันได้ นอกจากนั้นก็เป็นไปได้เสมอที่คนหลายคนใช้ชื่อซ้ำกัน ดังนั้นชื่อจึงไม่ใช่คำตอบแน่นอน อีกคำตอบหนึ่งอาจจะได้แก่ Burn Out เมื่อปีที่แล้วชอบโพสเรื่องเกี่ยวกับหนัง ปีนี้ก็ยังชอบโพสแบบเดียวกัน คำตอบนี้ก็น่าสงสัยอีกเช่นกัน เพราะสมาชิกเฟสบุ๊คที่ชอบเรื่องภาพยนตร์มีมากมาย แล้วจะกำหนดลงไปอย่างไรว่าเป็น Burn Out คนเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะเจาะจงประเภทของหนังลงไป เช่นหนังผี ก็ยังหนีไม่พ้นข้อสงสัยนี้อยู่ดีเพราะไม่เพียงแต่ Burn Out คนเดียวที่ชอบโพสเรื่องหนังผีบนเฟสบุ๊ค ดังนั้นการโพสหนังผีจึงย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้เราระบุไปได้ว่า Burn Out ในอดีตกับ Burn Out ในปัจจุบันเป็นคนๆเดียวกัน บางคนอาจจะให้ดูไปที่ email address ของ Burn Out ถ้ายังเป็น address เดียวกันก็ย่อมเป็นคนเดียวกัน การอ้างถึง email address มีโอกาสสูงที่จะระบุถึงคนๆเดียวกัน แต่เราก็อาจจะนึกถึงสถานการณ์ที่ในเวลาหนึ่ง บุคคลคนหนึ่งใช้อีเมล์นี้ แต่ต่อมาเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ใช้อีเมล์เดียวกันนี้ การทำเช่นนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็นิยมตั้งอีเมล์ของตัวเองแปลกๆที่ไม่ได้เหมือนกับชื่อจริงของตัวเองอยู่แล้ว การอ้างอีเมล์ก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จในการระบุตัวตนแต่ประการใด บางคนอาจคิดว่าให้ดูเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งก็ไปกันใหญ่เพราะเฟสบุ๊คเป็นเว็บจากสหรัฐฯ เขาไม่สนใจจะเก็บบันทึกเลขประจำตัวประชาชนของคนไทยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นหากเฟสบุ๊คคิดจะเก็บ ก็จะต้องโดนประท้วงขนานใหญ่จากชุมชนทั่วโลกแน่นอน เพราะเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างชัดแจ้ง (ผิดกับเว็บเมืองไทย หรือกฎหมายใหม่ๆอันล้าหลังของเมืองไทยเช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) สรุปก็คือเลขประจำตัวประชาชนใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีการปฏิบัติแปลกๆเช่นใช้โปรแกรมสร้างเลขประจำตัวปลอมขึ้นมา หรือไปเอาเลขของใครก็ไม่รู้มาใช้ในการสมัครเข้าใช้เว็บ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องอภิปรายกันต่อไปในรายละเอียด
เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางที่เหลืออยู่ก็คงจะต้องเป็นการอ้างกลับไปที่บุคคลของผู้ใช้ในโลกออฟไลน์เอง โดยที่หากบุคคลในโลกจริงหรือออฟไลน์เป็นบุคคลคนเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ตัวตนในโลกออนไลน์ของบุคคลคนนี้เมื่อปีที่แล้วกับเมื่อปัจจุบันนี้ก็ควรจะเป็นบุคคลคนเดียวกันด้วย การแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นการโยนภาระการพิสูจน์ไปให้แก่ตัวตนในโลกออฟไลน์ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีปัญหาไม่แพ้กัน กล่าวคือเรารู้ได้อย่างไรว่าบุคคลที่มีชื่อว่า “โสรัจจ์” เมื่อปีที่แล้ว กับในปัจจุบันที่กำลังพิมพ์บทความนี้อยู่เป็นบุคคลคนเดียวกัน ผมอาจจะตอบว่าผมจำได้ว่าตัวผมเมื่อปีที่แล้ว กับในเวลานี้เป็นคนๆเดียวกัน แต่การใช้ความจำเป็นหลักเกณฑ์นี้ประสบกับปัญหาคือว่า การที่ผมจะแน่ใจได้ว่าสิ่งที่ผมจำได้เป็นบุคคลคนเดียวกับผมในตอนนี้ ผมจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับบุคคลเมื่อปีที่แล้วเสียก่อน ซึ่งการเป็นคนๆเดียวกันนี้เป็นฐานให้แก่การที่ความจำของผมจะเป็นอะไรที่ผมไว้วางใจได้ หากไม่มีฐานที่ว่านี้ความจำของผมก็จะเชื่ออะไรไม่ได้ เพราะปรากฏบ่อยๆว่าเราคิดว่าเราจำอะไรได้ แต่จริงๆแล้วเป็นเพียงความคิดไปเฉยๆที่ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออฟไลน์นั้น ต้องเป็นปัญหาแยกออกไปเพราะนักปรัชญาปลุกปล้ำกับปัญหานี้มาเป็นร้อยๆปีแล้ว แต่เรื่องเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งก็เป็นจุดสนใจของบทความนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไร? การที่เราไม่สามารถใช้ความทรงจำเป็นที่มาของเอกลักษณ์ได้ย่อมหมายความว่ากลไกใดๆก็ตามที่เป็นเรื่องของภายในจิตใจหรือภายในการรับรู้ของบุคคล ไม่น่าจะเป็นหลักตัดสินเอกลักษณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไร เช่นความจำ ความคิด ความฝัน ความรู้สึก ฯลฯ ที่เป็นเรื่องของการคิดการรู้สึกภายในใจของบุคคลคนหนึ่ง ย่อมต้องมีฐานรองรับที่อยู่นอกเหนือความคิดนั้นๆอยู่เสมอจึงจะทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่าความคิดต่างๆเหล่านั้นเป็นความจริง เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้หากเราถามว่าเราจะแยกแยะระหว่างความฝันกับความเป็นจริงได้อย่างไร วิธีแยกตามสามัญสำนึกก็คือว่าความฝันไม่มีความเป็นจริงรองรับ ส่วนการรับรู้ความเป็นจริงนั้นมี เช่นหากเราฝันไปว่าเรากำลังบิน ย่อมไม่มีอะไรรองรับ ไม่เหมือนกับการรับรู้ของผมในขณะนี้ที่รู้ตัวอยู่ว่ากำลังพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ อากาศค่อนข้างร้อน ฯลฯ นักปรัชญาอย่างเดส์การ์ตส์พยายามจะให้เราละทิ้งสามัญสำนึกนี้ ซึ่งผมเห็นว่าไปผิดทางเป็นอย่างยิ่ง (การพูดเรื่องนี้อย่างละเอียดคงต้องยกไปพูดที่อื่น) ดังนั้นหากเราจะหาที่มาหรือฐานรองรับเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์จริงๆ เราก็ต้องหาที่ความเป็นจริงภายนอก ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็ตรงกับการประพฤติปฏิบัติของเราตามธรรมดาอยู่แล้ว เช่นเราอยากรู้ว่า Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว กับ Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆในเดือนกุมภาปีนี้ เป็นตัวตนในโลกออนไลน์ตัวเดียวกันหรือไม่ คำตอบต้องหาจากว่า Burn Out ทั้งสองตัว (ในสองเวลา) มีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆอย่างไร ซึ่งหากคนอื่นๆที่เขาติดต่อด้วยเป็นคนเดิมเป็นส่วนใหญ่ ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นคนๆเดียวกัน แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเช่นนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเรารู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนๆของ Burn Out ในสองช่วงเวลาเป็นคนๆเดียวกันจริงๆ แต่หากเราถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆเราก็จะไม่สามารถหาคำตอบได้เลย ซึ่งก็จะเป็นเหมือนกับปัญหาปรัชญาอื่นๆที่เหมือนกับพายเรือในอ่าง นอกจากนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์อื่นๆที่ Burn Out มี การโพสเรื่องแบบเดียวกันในสองช่วงเวลาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจเพิ่มมากขึ้นได้ว่า เขาเป็นคนๆเดียวกัน แม้ว่าการโพสเรื่องแบบเดียวกันจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็ไปประกอบกับปัจจัยอื่นๆทำให้เรามั่นใจมากขึ้นได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันจริงๆ
*
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น ยังมีปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับตัวตนมากมายที่ยังไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ เช่น การประกอบสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ทำอย่างไร? มีวิธีการอย่างไร? เราจะมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่า ตัวตนในโลกออนไลน์เป็น “ตัวแทน” ที่ถูกต้องของตัวตนในโลกออฟไลน์? จริงๆแล้วตัวไหน จริง กว่ากัน ระหว่างตัวตนออนไลน์กับออฟไลน์? ปัญหาเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ต้องอาศัยการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ของตัวตนและบุคคลตามที่ผมได้เริ่มกล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นว่าปัญหาปรัชญานั้นจะไปโผล่ตามที่ต่างๆได้เสมอ บางคนอาจเคยคิดว่าปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นนามธรรม และคิดวนอยู่แต่เรื่องเดียวเป็นพันๆปี แต่เราคงเห็นแล้วว่า แม้ในปรากฏการณ์ที่ใหม่มากๆ เช่นเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ ก็ปรากฏปัญหาปรัชญาอันน่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เราต้องมาช่วยกันคิด อภิปรายเพื่อหาคำตอบที่เราพอใจกันทั้งสิ้น

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tagged , , , , , , , , ,

เขียนหนังสือให้สมบูรณ์ในตัวเอง

ในบรรดาหนังสือหรือตำราหลายเล่มที่เข้ามาที่สำนักพิมพ์ หลายเล่มมีเนื้อความสั้นๆ ห้วนๆ จนดูมีแต่หัวข้อมากกว่าเนื้อความ หนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การเป็นบันทึกย่อในเนื้อหานั้นๆ แทนที่จะเป็นตำราที่นิสิตนักศึกษาจะศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ในการเขียนตำราวิชาการนั้น เป้าหมายหลักอยู่ที่การอธิบายเนื้อความของวิชานั้นๆให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้มากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้การอธิบายหัวข้อต่างๆในหนังสืออย่างละเอียด พอที่ผู้อ่านทั่วไปจะเกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หนังสือหลายเล่มที่เข้ามายังสำนักพิมพ์มีเนื้อหาห้วนเกินไป ราวกับเป็นบันทึกย่อของผู้เขียน เพื่อเตือนความจำของผู้เขียนหรือผู้สอนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร แทนที่จะเป็นหนังสือที่รวบรวมแหล่งความรู้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ โดยไม่ต้องฟังคำบรรยายหรือต้องไปหาความรู้จากแหล่งอื่นๆอีก หากหนังสือหรือตำราเป็นเช่นนี้ก็ย่อมขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นตำราที่ดี

อันที่จริงแล้ว ตำราหรือหนังสือประกอบการเรียนนั้น ควรจะต้องมีเนื้อหามากกว่าคำบรรยายในชั้น คำบรรยายจะต้องเป็นการสรุปย่อเนื้อหาที่เรียนกันในรายวิชา ซึ่งเมื่อผู้เรียนอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะได้ไปอ่านในตำรานั้นๆ การเรียนในชั้นควรเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในตำรา ที่ผมเองทำบ่อยๆในวิชาที่ผมสอนคือ ให้นิสิตอ่านตำราเตรียมตัวมาก่อน แล้วพอพบกันในชั้นก็ไม่ต้องอธิบายตัวเนื้อหานั้นอีกแล้ว แต่ถือเสมือนว่านิสิตได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆมาแล้ว เมื่อมาพบกันในชั้นก็อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อต่างๆที่ได้อ่านกันมาแล้ว บางครั้งผมก็สั่งงานให้นิสิตเตรียมเขียนคำถามมาเพื่อส่งให้ผม การให้นิสิตส่งคำถามมาให้แทนที่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า มีผลดีในการฝึกฝนนิสิตให้รู้จักสงสัย รู้จักตั้งคำถาม เมื่อได้คำถามมาก็เอาคำถามนั้นมาช่วยกันหาคำตอบในชั้น เราจะทำอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อมีตำราที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยให้นิสิตเกิดความรู้ในรายวิชานั้นๆอย่างจริงจังได้ด้วยการอ่านด้วยตนเอง

ตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้นิสิตฟังเกี่ยวกับความหมายของ “การอ้างเหตุผล” กับ “ความสมเหตุสมผล” อันเป็นมโนทัศน์หลักในวิชาตรรกวิทยา นิสิตจะไม่เข้าใจเลยว่าการอ้างเหตุผลคืออะไร หากเราพูดแต่เพียงว่า “การอ้างเหตุผลได้แก่รูปแบบการใช้ภาษาแบบหนึ่งที่ประกอบด้วยข้ออ้างและข้อสรุป และมีจุดมุ่งหมายในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง” การให้คำจำกัดความสั้นๆนี้อาจมีประโยชน์ในการให้นิสิตท่องแล้วจำไปสอบ แต่ไม่มีประโยชน์เลยในการให้นิสิตเข้าใจว่า จริงๆแล้วการอ้างเหตุผลคืออะไร จริงอยู่ในหนังสืออาจมีการอธิบายความหมายของคำอย่าง “ข้ออ้าง” หรือ “ข้อสรุป” ที่ใช้ในการจำกัดความคำว่า “การอ้างเหตุผล” เช่นบอกว่า “ข้ออ้างได้แก่ข้อความที่ถือว่าจริง” หรือ “ข้อสรุปได้แก่ข้อความที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้ออ้าง” ถ้านิสิตไม่รู้ว่า “การถือว่าจริง” คืออะไร หรือ “การเป็นผลสืบเนื่อง” เป็นอย่างไร ก็ย่อมไม่รู้ว่าข้ออ้างกับข้อสรุปคืออะไร ผลต่อมาก็คือก็ยังไม่รู้ว่าการอ้างเหตุผลคืออะไรอีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากเปรียบเทียบการอ้างเหตุผลกับการใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกัน เช่นการอธิบาย แล้วมีคำจำกัดความเช่น “การอธิบายได้แก่การแสดงว่าปรากฏการณ์ที่พูดถึงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร” นิสิตก็ไม่รู้ว่าแล้วการบอกว่าสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงแตกต่างกับการอ้างเหตุผล นอกจากนี้คำอธิบายยังประกอบด้วย “ข้อความที่ต้องอธิบาย” กับ “ข้อความที่ใช้อธิบาย” ซึ่งหากไม่อธิบายให้ดี นิสิตจะมองไม่เห็นว่า แตกต่างหรือเหมือนกับ “ข้ออ้าง” กับ “ข้อสรุป” อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนที่เข้าใจได้ค่อนข้างยากหากผู้เรียนไม่เคยเรียนเรื่องนี้มาก่อน (ซึ่งก็ได้แก่นิสิตทั่วไปที่เพิ่งเริ่มมาเรียนตรรกวิทยา) ดังนั้น การเขียนตำราให้ละเอียด มีการอธิบายอย่างครบถ้วนเพียงพอ ว่าทั้งหมดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร จะเข้าใจเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร มีการยกตัวอย่างประกอบ ฯลฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

อาจารย์บางท่านอาจแย้งว่า ตนเองมิได้เขียนตำราขึ้นมาเพื่อให้นิสิตศึกษาด้วยตนเอง แต่ให้เป็นเพียง “เอกสารประกอบ” การบรรยายเท่านั้น การคิดเช่นนี้มาจากการตั้งต้นว่า คำบรรยายมีความสำคัญมากกว่าเนื้อความในตำรา ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด คำบรรยายเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเนื้อหามากกว่าหรือละเอียดกว่าตำรา เพราะเวลาในการบรรยายมีจำกัด ถึงแม้เราจะเตรียมคำบรรยายมาเป็นอย่างดี พิมพ์ลงกระดาษ แล้วก็เอาคำบรรยายที่เตรียมมานั้นมาอ่านให้นิสิตฟัง อย่างมากในการบรรยายหนึ่งครั้งก็อ่านได้ไม่กี่หน้า ในขณะที่หากเขียนตำราอย่างละเอียดนิสิตจะได้มีโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาและคำอธิบายที่มีมากกว่าในการบรรยายเป็นอันมาก การยึดติดกับคำบรรยายปากเปล่า และการถือว่าคำบรรยายสำคัญกว่าตำราเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของระบบการศึกษาไทย

นอกจากนี้ การเขียนตำราให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังจะทำให้ตำราหรือหนังสือของเราเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการได้อีกด้วย และจะมีคุณค่าในตัวเองแทนที่จะเป็นเพียงบันทึกย่อประกอบการสอนเท่านั้น

 

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์

 

 

 

Tagged , , , , , ,

การพิสูจน์แบบต่างๆ

ผมเพิ่งเปิดดูเมล์ใน Gmail เห็นมีเพื่อนโพสใน Google Buzz เป็นลิงค์ไปที่รูปภาพนี้ เกี่ยวกับวิธีการพิสูจน์แบบต่างๆ ตลกดี เลยเอามาฝากกันครับ

 

Tagged , , , , ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,403 other followers